Yee's profileหนูยีPhotosBlogListsMore Tools Help

Yee Bee

Occupation
Interests
ฮี่ฮี่ฮี่
บอกไว้ก่อนนะว่า รูปข้างบน ไม่ใช่รูปหนูยีหรอก

แอบไปแฮ็บภาพคนอืนเขามา
แล้วตี๊ต่างว่า เป็นรูปตัวเองอะนะฮะ
กร๊ากกกก
No list items have been added yet.

หนูยี

March 26

+ + มันคือภาระ + +

 

และแล้ว สิ่งที่คิด สิ่งที่กลัวก็กลายเป็นความจริงขึ้นมาจนได้...

เมื่อวานคิดว่าอาการดีขึ้นมากแล้วเชียวนะคะ  ไม่ค่อยไอแล้ว  เจ็บคอน้อยลง แต่ยังเจ็บหูอยู่นิดหน่อย

เลยไปลัลล้าที่งานคอมมาร์ทสะงั้น  ไม่พอ ทั้งช็อกโกแล็คปั่น  ทั้งไอศกรีม จัดการมันหมดทุกอย่างเลย...

 

ผลมันก็เลยกลายเป็นว่า ตอนนี้หนูยีจากที่เป็นแค่ หวัด ธรรมดา   ตอนนี้อาการหวัดธรรมดานั้นพาวเวอร์อัพกลายเป็น ไข้หวัด  ไปอย่างสมบูรณ์แบบแล้วละค่ะ..

 

แต่คิดว่าอาการคงไม่หนักมาก หรือถึงหนักตอนนี้หนูยีก้ไม่ยอมนอนเน่าอยู่บนที่นอนหรอก

ได้หลับไปสักพักรู้สึกดีขึ้นเยอะแล้ว ตอนนี้เลยมานั่งเล่นเน็ตเล่น(ยังไม่เจียมสังขาร)  แล้วเดี๋ยวไปนั่งทำงานต่อ

 

วันนี้นอกจากไปม.แล้วก็ต้องลากสังขารกลับ... ก็มีแต่เรื่องวุ่นวายเข้ามาอีกมากมายเหลือเกินค่ะ

หนูยีป่วยใกล้เน่า  จะนอนก็มีแต่เสียงโทรศัทพ์เข้ามา  ไหนจะเพื่อน ไหนจะเฮียบิลเรื่องงาน.. กดดันนะคะนี่.

และอีกสารพัดเรื่อง...

 

เฮ้อ...

 

ขอหนูยีป่วยแบบสบายหน่อยได้ไหมคะ  แค่นี้ก็แย่พอแล้ว... แต่เอาเถอะค่ะ  ถึงนอนนี้ ไอ้ไข้ไม่ไข้นี่ไม่สนใจแล้ว.. ก็ไม่ได้นอนพักสบายๆแล้วนี่หน่า เอาเวลามานั่งทำงานดีกว่า ^^

 

-          - - - - - - - - -  - - -  - - - - - - -  - - - - - - - - - - - - - - - -

 

 

-          ความคิด

 

หนูยีปกติเป็นคนไม่ค่อยคิดมากอะไรเท่าไหร่...

ส่วนใหญ่ก็ทำทุกอย่างไปตามความต้องการของตัวเอง

และสัญชาติญาณกับความเคยชินเท่านั้นเอง...

 

บางสิ่งบางอย่างที่ทำ ที่คิดเองเออเอง..

ก็ไม่รู้หรอกว่าไปสร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้กับใครเขาบ้าง..

เพราะคิดว่า ฉันอยากทำ ฉันทำแล้วสบายใจ 

 

ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีกันแน่ 

ที่คนอย่างหนูยีเป็นประเภทคิดถึงความรู้สึกคนอื่นมากเกินไป 

ใส่ใจกับความรู้สึกของคนอื่นมากเกินไป...

จนบางครั้งก็สร้างความกดดันให้กับตัวเองไม่รู้ตัว...

 

จริงๆแล้วการห่วงใยใครสักคนก็เป็นสิ่งที่ดี 

แต่บางครั้งการใส่ใจ ใส่ความห่วงใยมากเกินไป..

มันก็เปลี่ยนเป็นภาระได้เหมือนกัน...

 

ลืมไปได้อย่างไรกันนะ 

ไอ้ความรู้สึกที่ว่า  ไม่ต้องการความห่วงใย

แต่ถูกยัดเยียดความห่วงใยเข้ามาให้

ทำให้เกิดเป็นภาระที่ต้องแบบรับมันมานะ  

ไอ้ความรู้สึกแบบนี้หนูยีก็เคยเป็น เคยรู้สึก  

แต่ตัวเองก็ยังทำ

ยังยัดเยียดความห่วงใยของตัวเองให้กับคนที่ไม่ต้องการ

กลายเป็นภาระให้กับคนอื่นเสียอย่างนั้น  

ยัดเยียดให้ด้วยความเห็นแก่ตัวของตัวเองจริงๆ

 

ไอ้นิสัยเสียๆแบบนี้ คงต้องปรับปรุงกันขนานใหญ่เลยละ

 

 

 

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

March 25

วันที่หนูยีไม่สบาย + +

วันที่หนูยีไม่สบาย  + +

 

 

ป่วยอีกแล้วค่ะ !!

ป่วยตั้งแต่เมื่อวาน  

เมื่อเช้าหนูยีตื่นขึ้นมารู้สึกแสบคอ ดื่มน้ำก็ไม่หาย  แต่นึกว่า เป็นแค่อาการช่วงเช้าเท่านั้น ก๊เลยขึ้นไปอาบน้ำ..แถมยังเป็นน้ำเย็นอีกต่างหาก.. อาบแล้วสะใจดีตื่นได้เต็มตา

 

แต่แล้ว..อาการก็แย่ลง จากที่เริ่มคุยๆได้..  ก็รู้สึกว่ายิ่งพูดยิ่งเจ็บคอ  เสียงก็เริ่มเปลี่ยน...

 

ก็ถ้าแค่เจ็บคอคงไม่เท่าไหร่  แต่นี้ก็เริ่มจาม  จามจนก้อยบอกว่าจมูกแดงเป็นกวางเรนเดียร์เลยละ...ต่อจากนั้นก็เริ่มไอ... ไอ้แห้งด้วย  ยิ่งไอก็ยิ่งเจ็บคอ  แล้วแย่กว่านั้นคือเวลากลื่นน้ำลายตัวเองแล้วจะเจ็บหู!!

 

ไอ้อาการหลังสุดนี่แย่ที่สุดค่ะ มันทำให้รู้สึกว่าตัวเองย่ำแย่แล้ว...

หนูยีเลยได้รู้สึกตัวเองว่า ตอนนี้หนูยีเป็นหวัด สมบูรณ์แบบ

ปกติถ้าหวัดธรรมดาหนูยีจะไม่เจ็บคอ อย่างมากก็แค่ไอค๊อกแคก  มีน้ำมูก แต่นี่เจ็บคอ!!

ถ้าเจ็บคอทีไร อาการที่จะตามมาอีกก็มักจะเป็น   ไข้ขึ้น  อาเจียน  ปวดหัว ...

 

กลัวเหลือเกินเรื่องไข้ขึ้นเนี้ย   หวังว่าอาการป่วยมันจะรอให้หนูยีทำโปรเจ็คเสร็จแล้วค่อยมาจะได้เปล่าก็ไม่รู้ ยังไม่อยากน๊อคตอนนี้นะคะ ขอไปน๊อคหลังทำโปรเจ็คเสร็จได้ไหมเนี้ย..แง้..

 

กลับมาบ้านประมาณสามทุ่ม... แม่ให้ทานข้าว..ที่ทานไม่ค่อยลง แต่ถ้าไม่ทานก็ทานยาไม่ได้..แต่แล้วก็เกิดเรื่องอีกเมื่อหนูยีอาเจียนมันออกมาหมดเลย   แหวะ ...  ทำไมต้องอาเจียนด้วยก็ไม่รู้...  

แต่ถ้ามองโลกในแง่ดี .. หนูยียังไม่เป็นไข้นะ     

แล้วเวลาไม่สบายก็อ้อนได้ด้วย  ก็เวลาไม่สบายหนูยีจะต้องการความใส่ใจดูแลมากกว่าปกติ 120% เลยละ  

อย่างเมื่อคืนก็ขอไปนอนห้องเดียวกับเค  อ้อนให้เคเล่นบอมเบอร์แมนด้วยกัน ในขณะที่มันนั่งเล่นเกมส์อื่นก่อน ...  แต่ผลกลายเป็นว่า หนูยีโดนเคถล่มคาคอม  ตายตลอดเลยอะ แล้วมันก็ชนะตลอดด้วย ขี้โกงสุดๆๆๆๆๆ  ไม่อ่อนข้อให้คนป่วยเลย

ผลสุดท้ายทนไม่ไหว เลิกเล่น มานั่งเล่นเน็ตแทน.. แล้วไง.. โดนมันหาว่าไม่เจียมสังขารสามครั้ง  เนื่องจากเคมาไล่ให้ไปนอนได้แล้ว  ป่วยแล้วไม่เจียมตัว ... เหอ เหอ เหอ  

 

 

มาคิดๆดู...  หนูยีมักจะชอบลืมว่าตัวเองเป็นเด็กขี้โรคที่สุดในบ้านละ   แต่ก็นะ ใครเห็นหนูยีก็คงไม่คิดว่า คนอย่างหนูยีจะเป็นเด็กขี้โรคหรอกใช่มะ   ขนาดตัวเองยังชอบลืมเลย

ตอนเด็กๆหนูยีมักจะป่วยง่ายกว่าคนอื่นๆในบ้านเสมอ อะไรนิดอะไรหน่อย ก็ไข้ขึ้นได้ง่ายๆ

โตขึ้นมา ก็ดีขึ้นมาหน่อย  แต่ก็ไข้ขึ้นง่ายกว่าชาวบ้านนั่นล่ะ    ยิ่งเวลาทำงานหนักติดต่อกันหลายวันก็ยิ่งน๊อคได้ง่ายกว่าอีก..

 

คงเป็นเพราะช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมามันคงเหนื่อยสะสมละมั้งค่ะ  ไหนจะเรื่องโปรเจ็ค  ไหนจะเรื่องงานแค้มป์ภาษาอังกฤษที่โบสถ์ แล้วไหนจะเรื่องความกังวลใจเรื่องที่ทำงานของเฮียบิล  การคิดมากเพราะใครบางคน มันก็รู้สึกหนักอยู่แล้ว  พอสองวันก่อนทะเลาะ?(หรือเปล่า) กับตาน้ำเน่า  จนเหมือนจะตัดเป็นตัดตายกันด้วยสาเหตุที่หนูยียัง งง ๆ จนถึงตอนนี้...  

 

อาการเจ็บป่วยมันก็เลยออกมาเลย   แย่ที่สุดเลยค่ะหนูยีพึ่งป่วยเป็นไข้นอนซมรับปีใหม่ไปเองนะ นอนเน่าอยู่ที่บ้านเป็นอาทิตย์    อ่านไปไม่กี่เดือนเป็นอีกแล้วหรือเนี้ย

แถมเป็นตอนไหนไม่เป็น ดันมาเป็นช่วงติดโปรเจ็คเสียนี่ แย่ที่สุดเลยอะ

February 15

+ + ดวงตา...หน้าต่างของหัวใจ + +


ดูภาพนี้แล้วให้ความรู้สึกอย่างไร ??

เป็นคำถามที่ฉันถามทุกคนที่พบแล้วส่งรูปให้ดู
บางคนว่าเป็นภาพที่จัดองค์ประกอบได้ดีนะ ถ่ายได้เก่ง - -“
บางคนว่าภาพนี้ดูแล้วให้ความรู้สึกมองไม่เบื่อ
บางคนก็ว่าภาพนี้ดูแล้วไม่เหมือนคนเหมือนภาพการ์ตูนเสียมากกว่า...


แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ฉันอยากฟังนี่ ... ฉันถามกลับไปอีกว่า
“เห็นภาพนี้แล้วพอจะให้รู้สึกถึงความลึกลับบ้างไหมคะ?”

“เกือบลึกลับ” นั่นเป็นคำตอบที่ฉันได้มา...

นั่นสิ ภาพนี้ให้ความรู้สึกเกือบลึกลับจริงๆนั่นละ ตรงกับความรู้สึกของฉันต่อภาพนี้จริงๆ
ภาพที่เห็นเพียงแค่เสี้ยวส่วนของใบหน้ามันให้ความรู้สึกลึกลับน่าค้นหา แต่อะไรบางอย่างของภาพนี้กลับไม่ทำให้รู้สึกว่า ภาพนี้เป็นภาพที่มีความลึกลับอย่างที่ใจฉันคิดและต้องการ

ฉันจ้องมองภาพอีกครั้งและอีกครั้ง อะไรบางอย่างของภาพนี้กันนะ ที่ทำให้ความรู้สึกในการมองภาพของฉันมันเห็นว่าภาพนี้ช่างสว่างและสดใส ไร้ซึ่งพิษภัยใดๆทั้งสิ้น

“ภาพนี้ที่ไม่ลึกลับเพราะว่าเปิดเผยมากเกินไป”
“เปิดเผยยังไงหรือคะ” นั่นสิพอได้ยินคำว่าเปิดเผย ฉันก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ว่าตรงไหนที่ว่าเปิดเผยกันนะ

“ตรงดวงตาไง” ฉันกลับไปจ้องมองที่ภาพอีกครั้ง คราวนี้มองดวงตาที่เห็นเพียงข้างเดียวของใบหน้านี้
“ดวงตาที่มีประกาย มีรอยยิ้มแย้มอยู่ภายในดวงตานั่นละ ที่ไม่ทำให้ภาพนี้ดูน่าจะลึกลับเหมือนที่เป็น”

นั่นสินะ ดวงตาที่เหมือนจะยิ้มได้ของภาพ เพียงแค่มองก็เหมือนจะรู้ว่าเสี้ยวที่เหลือของใบหน้าคือรอยยิ้มแย้มที่สดใส

นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกเข้าใจคำว่า “อ่านความรู้สึกจากดวงตา”
เข้าใจแล้วว่าทำไมในนิยายหลายเรื่องที่อ่านมานั้น ถึงสามารถอ่านความรู้สึกได้จากดวงตา ...


“ขอบคุณมากค่ะ พอพี่บอกก็รู้สึกว่าใช่เลย” ฉันขอบคุณพี่เขาที่ช่วยให้ความกระจ่างกับสิ่งที่ฉันคิดแต่นึกไม่ออกว่ามันคืออะไร
“ไม่เป็นไร ถ้าอยากให้ภาพดูลึกลับ ต้องปิดบังดวงตาก่อน อย่าให้ดวงตาฉายความรู้สึกออกมา แล้วภาพนี้จะดูลึกลับน่าค้นหา”

นั่นสินะ ถ้าสามารถปิดบังไม่ให้ดวงตาฉายแววความรู้สึกออกมาได้ละก็...ภาพนี้คงลึกลับน่าดู เพราะไม่รู้ว่าคนในภาพคิดอะไรอยู่

แต่มันจะทำได้มากน้อยแค่ไหนกัน ในเมื่อตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่า ความรู้สึกมันสามารถสื่อออกมาได้จากดวงตา เพราะ

“ดวงตา...เป็นหน้าของดวงใจ”


December 05

+ + ไม่เคยเอ่ย...คำว่ารัก + +

“ป่ะป๊ารักหนูเปล่า?”
เป็นคำถามที่หนูยีมักจะถามกับป่ะป๊าบ่อยๆเมื่อตอนหนูยีเป็นเด็ก และคำตอบที่มักจะได้เป็นความเงียบ หรือไม่ก็การเปลี่ยนเรื่องไปพูดเรื่องอื่นเสียทุกที
จนถึงตอนนี้ หนูยีก็ไม่เคยได้ยินคำบอกรักของป่ะป๊าสักครั้ง
จนหลายครั้งแอบน้อยใจและคิดสงสัยไปว่า
ปะป๊าไม่รักหนูยี..หรือเปล่านะ...







“ปะป๊า ถ้าหนูยีมีแฟนปะป๊าจะว่าอะไรไหมคะ” หนูยีถามขณะนั่งดูโทรทัศน์แล้วปะป๊านั่งอ่านหนังสือพิมพ์ เพราะอยากรู้ว่าปะป๊าหนูยีจะเหมือนคุณพ่อที่รักและหวงลูกสาวเหมือนนิยายที่เคยอ่านหรือเปล่า

“ทำไมต้องว่าด้วยละ” ปะป๊าเงยหน้าจากหนังสือพิมพ์ที่อ่านอยู่ ถามกลับ น้ำเสียงเฉยมาก

“ไม่ว่าจริงๆหรอ”

“ก็แล้วยีคิดว่ามีแฟนมันผิดหรือเปล่าละ” ปะป๊าย้อนถาม

“...ก็...ก็ไม่ผิดอะ” ไม่ผิดแต่แหม..ปะป๊าไม่คิดจะหวงลูกสาวคนเดียวคนนี้บ้างหรือคะ ..

“นั่นสิ ถ้าไม่ผิดแล้วป๊าจะไปว่าอะไรยีละ” ปะป๊าตอบกลับแล้วหันไปอ่านหนังสือพิมพ์ที่ค้างไว้ต่อ...รู้สึกผิดหวังนิดๆแฮะ ก็แหม..ถ้าปะป๊าหวงหน่อยคงบอกได้เต็มปากเต็มคำว่าปะป๊ารักหนูยีม้ากก มาก


+ + + +



“ป่ะป๊า วันนี้ยีกลับบ้านดึกหน่อยนะคะ” หนูยีโทรไปบอกปะป๊ากันการโดนบ่น

“ทำไมกลับดึกนักละ” เสียงปะป๊าบ่นมาตามสาย

“ก็ยีทำรายงานกลุ่มยังไม่เสร็จนี่คะ ส่งพรุ่งนี้แล้วด้วย”

“ทำอะไรกันเยอะแยะ กลับบ้านได้แล้ว” เสียงปะป๊าเริ่มไม่ชอบใจเท่าไหร่ หนีเลยต้องรีบเปลี่ยนเรื่องก่อนโดนบ่น

“นี่ปะป๊าอยู่ที่ไหนอะคะ”

“ตอนนี้ป๊าอยู่ที่บ้าน รีบกลับบ้านได้แล้ว” แนะ หนูยีเปลี่ยนเรื่องแล้วยังวกกลับมาเรื่องเดิมได้อีก - -

ถึงตอนนี้ก็นึกถึงคำพูดขอบหม่าม้าตอนหนูยีกลับบ้านมืดๆเพราะหม่าม้าจะถามหนูยีทุกวันว่า

“ทำไมวันนี้กลับบ้านดึกจัง” และหนูยีก็จะตอบว่า “วันนี้มีแล็ปค่ะเลยกลับดึก” ถามทุกวันมา 3 อาทิตย์จนหนูยีต้องถามหม่าม้ากลับว่า

“หม่าม้าไม่เบื่อหรอคะ ถามยีทุกวันเลยอะ”

“จริงๆม้าไม่ได้อยากถามหรอก แต่ป๊าเรานะถามทุกวันว่าทำไมลูกสาวไม่กลับถึงบ้านสักที” คำตอบของหม่าม้าทำให้หนูยีแปลกใจ ไม่นึกว่าปะป๊าจะบ่นถึงหนูยีทุกวันแบบนี้
คิดถึงตรงนี้หนูยีเลยตอบปะป๊าไปว่า


“ปะป๊า หนูเหนื่อยมากเลยอะคะ เหนื่อยสุดๆ แถมยังต้องแบกของหนักๆกลับบ้านอีก วันนี้ปะป๊ามารับหนูได้ไหมคะ นะ น้า~~”

“ก็ได้ งั้นอีกประมาณชั่วโมงป๊าถึงแล้วเดี๋ยวโทรไปหา” ปะป๊าหนูยีตอบรับอย่างรวดเร็ว หนูยีนึกว่าจะต้องอ้อนมากกว่านี้ซะอีก แต่ก็ดีใจที่ไม่ต้องเหนื่อยกลับเอง



+ + + + +


“สองแม่ลูกทำอะไรกันนะ” ปะป๊าถามขึ้นเมื่อเข้ามาในห้องนอนแล้วเห็นแม่ลูกคู่นี้คุยกันจุ๊กจิ๊ก

“หม่าม้าจะให้แป้งแต่งหน้าหนูยีละป๊า ดูสิๆหนูยีจะได้แต่งหน้ากับเขาบ้างแล้ว” หนูยีเป็นคนตอบปะป๊าแล้วก็โชว์ตลับแป้งที่หม่าม้าให้ขึ้นมาอวด

“เหอะ” ปะป๊าทำเสียงแปลกๆ “แต่งไปทำไมหน้านะ ดูอย่างป๊าสิยังไม่ใช้อะเลยเลย อย่างยีนะใช่แค่แป้งเด็กแค่นั้นก็พอแล้ว”

“ไม่ได้สิพ่อ ลูกนะโตแล้วต้องหัดแต่งหน้าแต่งตาบ้าง ปล่อยให้เป็นกะโปโลอย่างทุกวันนี้ได้ไง” ...หม่าม้าตอบปะป๊าไปค่ะ...เป็นคำตอบที่เหมือนหนูยีถูกว่ายังไงก็ไม่รู้อะ - -

“น่าเกลียดน่า แต่งไปทำไมให้เหมือนงิ้ว ผู้หญิงสมัยนี้แต่งหน้าเหมือนงิ้วกันทั้งนั้นละ” ถึงตรงนี้หม่าม้าเริ่มมองปะป๊าตาเขียว...ปะป๊าเลยหันมาพูดกับหนูยี “ไม่ต้องแต่งหน้าหรอกลูก ทาแค่แป้งเด็กก็พอแล้ว น่ารักแล้ว”
ปะป๊านี่แป้งเด็กอย่างเดียวเลยนะคะ หนูยีเลยแหย่ปะป๊าไปว่า

“แหม..ปะป๊าถ้าไม่ฝึกแต่งหน้าบ้าง เดี๋ยวลูกสาวป๊าก็ขายไม่ออกกันพอดี” ปะป๊าตอบกลับมาทันควันเลย

“ก็ดีสิ อยู่กับป๊านี่ละ ลูกสาวคนเดียวป๊าเลี้ยงได้” . . . . .

+ + + + +


“ปะป๊ารักหนูเปล่า?” วันนี้หนูยีถามปะป๊าเหมือนตอนหนูยีเด็กๆอีกครั้ง และคำตอบที่ได้ยังคงเป็นความเงียบและการเปลี่ยนเรื่องเหมือนเดิม

แต่สิ่งที่เปลี่ยนไป...หนูยีไม่รู้สึกน้อยใจ หรือสงสัยอีกแล้วว่า “ปะป๊ารักหนูยีบ้างหรือเปล่า”

หนูยีเดินเข้าไปกอดปะป๊า

ถึงแม้ว่าปะป๊าจะไม่เคยบอกว่ารักลูกสาวคนนี้เลยสักครั้ง
แต่จนถึงตอนนี้...
หนูยีไม่เคยมีความรู้สึกขาดความรักแม้แต่ครั้งเดียว



อ้อมกอดของปะป๊าที่ปะป๊ากอดตอบกลับบมานั้นอบอุ่นไม่เคยเปลี่ยนจากที่หนูยีจำได้
แล้วหนูยีก็บอกคำที่ปะป๊าไม่คิดจะบอกกับหนูยีด้วยความรู้สึกทั้งหมดไปว่า..


“ยีรักปะป๊าค่ะ”
August 03

บ้านอีกหลัง

ฉันมีบ้านอีกหลังนะ
 
ไม่บอกหรอกว่าบ้านอีกหลังอยู่ที่ไหน
 
เอาไว้เก็บเรื่องบางเรื่องที่ไม่อยากให้คนอื่น หรือคนรู้จักรู้เยอะไปกว่านี้..
 
แต่ก็...นะ
 
^^
 
ไม่ใช่ไรคะค่ะ  ไม่รู้จะอัพบล็อกอะไรตรงนี้  ...
เลยเขียนอะไรเรื่อยเปื่อยมันไปแบบนี้ละ
July 19

วันที่แสนน่าเบื่อ

น่าเบื่อ!! 
 
วันนี้เป็นอะไรไม่รู้  เบื่อไปหมดทุกอย่าง
นิยายไม่อยากอ่าน หนังสือไม่อยากอ่าน  รายงานไม่อยากทำ
 
เบื่อจริงๆนะ
ปวดขาด้วย  ปวดเนื้อปวดตัวไปหมดเลยด้วย
 
เบื่ออะ.. เบื่อ
 
หรือว่าจะไม่สบายหว่า  - -
 
Photo 1 of 1