Yee's profileหนูยีPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
หนูยีMarch 26 + + มันคือภาระ + +
และแล้ว สิ่งที่คิด สิ่งที่กลัวก็กลายเป็นความจริงขึ้นมาจนได้... เมื่อวานคิดว่าอาการดีขึ้นมากแล้วเชียวนะคะ ไม่ค่อยไอแล้ว เจ็บคอน้อยลง แต่ยังเจ็บหูอยู่นิดหน่อย เลยไปลัลล้าที่งานคอมมาร์ทสะงั้น ไม่พอ ทั้งช็อกโกแล็คปั่น ทั้งไอศกรีม จัดการมันหมดทุกอย่างเลย...
ผลมันก็เลยกลายเป็นว่า ตอนนี้หนูยีจากที่เป็นแค่ “หวัด” ธรรมดา ตอนนี้อาการหวัดธรรมดานั้นพาวเวอร์อัพกลายเป็น “ไข้หวัด” ไปอย่างสมบูรณ์แบบแล้วละค่ะ..
แต่คิดว่าอาการคงไม่หนักมาก หรือถึงหนักตอนนี้หนูยีก้ไม่ยอมนอนเน่าอยู่บนที่นอนหรอก ได้หลับไปสักพักรู้สึกดีขึ้นเยอะแล้ว ตอนนี้เลยมานั่งเล่นเน็ตเล่น(ยังไม่เจียมสังขาร) แล้วเดี๋ยวไปนั่งทำงานต่อ
วันนี้นอกจากไปม.แล้วก็ต้องลากสังขารกลับ... ก็มีแต่เรื่องวุ่นวายเข้ามาอีกมากมายเหลือเกินค่ะ หนูยีป่วยใกล้เน่า จะนอนก็มีแต่เสียงโทรศัทพ์เข้ามา ไหนจะเพื่อน ไหนจะเฮียบิลเรื่องงาน.. กดดันนะคะนี่. และอีกสารพัดเรื่อง...
เฮ้อ...
ขอหนูยีป่วยแบบสบายหน่อยได้ไหมคะ แค่นี้ก็แย่พอแล้ว... แต่เอาเถอะค่ะ ถึงนอนนี้ ไอ้ไข้ไม่ไข้นี่ไม่สนใจแล้ว.. ก็ไม่ได้นอนพักสบายๆแล้วนี่หน่า เอาเวลามานั่งทำงานดีกว่า ^^
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
- ความคิด –
หนูยีปกติเป็นคนไม่ค่อยคิดมากอะไรเท่าไหร่... ส่วนใหญ่ก็ทำทุกอย่างไปตามความต้องการของตัวเอง และสัญชาติญาณกับความเคยชินเท่านั้นเอง...
บางสิ่งบางอย่างที่ทำ ที่คิดเองเออเอง.. ก็ไม่รู้หรอกว่าไปสร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้กับใครเขาบ้าง.. เพราะคิดว่า “ฉันอยากทำ ฉันทำแล้วสบายใจ”
ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีกันแน่ ที่คนอย่างหนูยีเป็นประเภทคิดถึงความรู้สึกคนอื่นมากเกินไป ใส่ใจกับความรู้สึกของคนอื่นมากเกินไป... จนบางครั้งก็สร้างความกดดันให้กับตัวเองไม่รู้ตัว...
จริงๆแล้วการห่วงใยใครสักคนก็เป็นสิ่งที่ดี แต่บางครั้งการใส่ใจ ใส่ความห่วงใยมากเกินไป.. มันก็เปลี่ยนเป็นภาระได้เหมือนกัน...
ลืมไปได้อย่างไรกันนะ ไอ้ความรู้สึกที่ว่า ไม่ต้องการความห่วงใย แต่ถูกยัดเยียดความห่วงใยเข้ามาให้ ทำให้เกิดเป็นภาระที่ต้องแบบรับมันมานะ ไอ้ความรู้สึกแบบนี้หนูยีก็เคยเป็น เคยรู้สึก แต่ตัวเองก็ยังทำ ยังยัดเยียดความห่วงใยของตัวเองให้กับคนที่ไม่ต้องการ กลายเป็นภาระให้กับคนอื่นเสียอย่างนั้น ยัดเยียดให้ด้วยความเห็นแก่ตัวของตัวเองจริงๆ
ไอ้นิสัยเสียๆแบบนี้ คงต้องปรับปรุงกันขนานใหญ่เลยละ
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * March 25 วันที่หนูยีไม่สบาย + +วันที่หนูยีไม่สบาย + +
ป่วยอีกแล้วค่ะ !! ป่วยตั้งแต่เมื่อวาน เมื่อเช้าหนูยีตื่นขึ้นมารู้สึกแสบคอ ดื่มน้ำก็ไม่หาย แต่นึกว่า เป็นแค่อาการช่วงเช้าเท่านั้น ก๊เลยขึ้นไปอาบน้ำ..แถมยังเป็นน้ำเย็นอีกต่างหาก.. อาบแล้วสะใจดีตื่นได้เต็มตา
แต่แล้ว..อาการก็แย่ลง จากที่เริ่มคุยๆได้.. ก็รู้สึกว่ายิ่งพูดยิ่งเจ็บคอ เสียงก็เริ่มเปลี่ยน...
ก็ถ้าแค่เจ็บคอคงไม่เท่าไหร่ แต่นี้ก็เริ่มจาม จามจนก้อยบอกว่าจมูกแดงเป็นกวางเรนเดียร์เลยละ...ต่อจากนั้นก็เริ่มไอ... ไอ้แห้งด้วย ยิ่งไอก็ยิ่งเจ็บคอ แล้วแย่กว่านั้นคือเวลากลื่นน้ำลายตัวเองแล้วจะเจ็บหู!!
ไอ้อาการหลังสุดนี่แย่ที่สุดค่ะ มันทำให้รู้สึกว่าตัวเองย่ำแย่แล้ว... หนูยีเลยได้รู้สึกตัวเองว่า ตอนนี้หนูยีเป็นหวัด “สมบูรณ์แบบ” ปกติถ้าหวัดธรรมดาหนูยีจะไม่เจ็บคอ อย่างมากก็แค่ไอค๊อกแคก มีน้ำมูก แต่นี่เจ็บคอ!! ถ้าเจ็บคอทีไร อาการที่จะตามมาอีกก็มักจะเป็น ไข้ขึ้น อาเจียน ปวดหัว ...
กลัวเหลือเกินเรื่องไข้ขึ้นเนี้ย หวังว่าอาการป่วยมันจะรอให้หนูยีทำโปรเจ็คเสร็จแล้วค่อยมาจะได้เปล่าก็ไม่รู้ ยังไม่อยากน๊อคตอนนี้นะคะ ขอไปน๊อคหลังทำโปรเจ็คเสร็จได้ไหมเนี้ย..แง้..
กลับมาบ้านประมาณสามทุ่ม... แม่ให้ทานข้าว..ที่ทานไม่ค่อยลง แต่ถ้าไม่ทานก็ทานยาไม่ได้..แต่แล้วก็เกิดเรื่องอีกเมื่อหนูยีอาเจียนมันออกมาหมดเลย แหวะ ... ทำไมต้องอาเจียนด้วยก็ไม่รู้... แต่ถ้ามองโลกในแง่ดี .. หนูยียังไม่เป็นไข้นะ แล้วเวลาไม่สบายก็อ้อนได้ด้วย ก็เวลาไม่สบายหนูยีจะต้องการความใส่ใจดูแลมากกว่าปกติ 120% เลยละ อย่างเมื่อคืนก็ขอไปนอนห้องเดียวกับเค อ้อนให้เคเล่นบอมเบอร์แมนด้วยกัน ในขณะที่มันนั่งเล่นเกมส์อื่นก่อน ... แต่ผลกลายเป็นว่า หนูยีโดนเคถล่มคาคอม ตายตลอดเลยอะ แล้วมันก็ชนะตลอดด้วย ขี้โกงสุดๆๆๆๆๆ ไม่อ่อนข้อให้คนป่วยเลย ผลสุดท้ายทนไม่ไหว เลิกเล่น มานั่งเล่นเน็ตแทน.. แล้วไง.. โดนมันหาว่าไม่เจียมสังขารสามครั้ง เนื่องจากเคมาไล่ให้ไปนอนได้แล้ว ป่วยแล้วไม่เจียมตัว ... เหอ เหอ เหอ
มาคิดๆดู... หนูยีมักจะชอบลืมว่าตัวเองเป็นเด็กขี้โรคที่สุดในบ้านละ แต่ก็นะ ใครเห็นหนูยีก็คงไม่คิดว่า คนอย่างหนูยีจะเป็นเด็กขี้โรคหรอกใช่มะ ขนาดตัวเองยังชอบลืมเลย ตอนเด็กๆหนูยีมักจะป่วยง่ายกว่าคนอื่นๆในบ้านเสมอ อะไรนิดอะไรหน่อย ก็ไข้ขึ้นได้ง่ายๆ โตขึ้นมา ก็ดีขึ้นมาหน่อย แต่ก็ไข้ขึ้นง่ายกว่าชาวบ้านนั่นล่ะ ยิ่งเวลาทำงานหนักติดต่อกันหลายวันก็ยิ่งน๊อคได้ง่ายกว่าอีก..
คงเป็นเพราะช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมามันคงเหนื่อยสะสมละมั้งค่ะ ไหนจะเรื่องโปรเจ็ค ไหนจะเรื่องงานแค้มป์ภาษาอังกฤษที่โบสถ์ แล้วไหนจะเรื่องความกังวลใจเรื่องที่ทำงานของเฮียบิล การคิดมากเพราะใครบางคน มันก็รู้สึกหนักอยู่แล้ว พอสองวันก่อนทะเลาะ?(หรือเปล่า) กับตาน้ำเน่า จนเหมือนจะตัดเป็นตัดตายกันด้วยสาเหตุที่หนูยียัง งง ๆ จนถึงตอนนี้...
อาการเจ็บป่วยมันก็เลยออกมาเลย แย่ที่สุดเลยค่ะหนูยีพึ่งป่วยเป็นไข้นอนซมรับปีใหม่ไปเองนะ นอนเน่าอยู่ที่บ้านเป็นอาทิตย์ อ่านไปไม่กี่เดือนเป็นอีกแล้วหรือเนี้ย แถมเป็นตอนไหนไม่เป็น ดันมาเป็นช่วงติดโปรเจ็คเสียนี่ แย่ที่สุดเลยอะ February 15 + + ดวงตา...หน้าต่างของหัวใจ + +ดูภาพนี้แล้วให้ความรู้สึกอย่างไร ?? เป็นคำถามที่ฉันถามทุกคนที่พบแล้วส่งรูปให้ดู บางคนว่าเป็นภาพที่จัดองค์ประกอบได้ดีนะ ถ่ายได้เก่ง - -“ บางคนว่าภาพนี้ดูแล้วให้ความรู้สึกมองไม่เบื่อ บางคนก็ว่าภาพนี้ดูแล้วไม่เหมือนคนเหมือนภาพการ์ตูนเสียมากกว่า... แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ฉันอยากฟังนี่ ... ฉันถามกลับไปอีกว่า “เห็นภาพนี้แล้วพอจะให้รู้สึกถึงความลึกลับบ้างไหมคะ?” “เกือบลึกลับ” นั่นเป็นคำตอบที่ฉันได้มา... นั่นสิ ภาพนี้ให้ความรู้สึกเกือบลึกลับจริงๆนั่นละ ตรงกับความรู้สึกของฉันต่อภาพนี้จริงๆ ภาพที่เห็นเพียงแค่เสี้ยวส่วนของใบหน้ามันให้ความรู้สึกลึกลับน่าค้นหา แต่อะไรบางอย่างของภาพนี้กลับไม่ทำให้รู้สึกว่า ภาพนี้เป็นภาพที่มีความลึกลับอย่างที่ใจฉันคิดและต้องการ ฉันจ้องมองภาพอีกครั้งและอีกครั้ง อะไรบางอย่างของภาพนี้กันนะ ที่ทำให้ความรู้สึกในการมองภาพของฉันมันเห็นว่าภาพนี้ช่างสว่างและสดใส ไร้ซึ่งพิษภัยใดๆทั้งสิ้น “ภาพนี้ที่ไม่ลึกลับเพราะว่าเปิดเผยมากเกินไป” “เปิดเผยยังไงหรือคะ” นั่นสิพอได้ยินคำว่าเปิดเผย ฉันก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ว่าตรงไหนที่ว่าเปิดเผยกันนะ “ตรงดวงตาไง” ฉันกลับไปจ้องมองที่ภาพอีกครั้ง คราวนี้มองดวงตาที่เห็นเพียงข้างเดียวของใบหน้านี้ “ดวงตาที่มีประกาย มีรอยยิ้มแย้มอยู่ภายในดวงตานั่นละ ที่ไม่ทำให้ภาพนี้ดูน่าจะลึกลับเหมือนที่เป็น” นั่นสินะ ดวงตาที่เหมือนจะยิ้มได้ของภาพ เพียงแค่มองก็เหมือนจะรู้ว่าเสี้ยวที่เหลือของใบหน้าคือรอยยิ้มแย้มที่สดใส นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกเข้าใจคำว่า “อ่านความรู้สึกจากดวงตา” เข้าใจแล้วว่าทำไมในนิยายหลายเรื่องที่อ่านมานั้น ถึงสามารถอ่านความรู้สึกได้จากดวงตา ... “ขอบคุณมากค่ะ พอพี่บอกก็รู้สึกว่าใช่เลย” ฉันขอบคุณพี่เขาที่ช่วยให้ความกระจ่างกับสิ่งที่ฉันคิดแต่นึกไม่ออกว่ามันคืออะไร “ไม่เป็นไร ถ้าอยากให้ภาพดูลึกลับ ต้องปิดบังดวงตาก่อน อย่าให้ดวงตาฉายความรู้สึกออกมา แล้วภาพนี้จะดูลึกลับน่าค้นหา” นั่นสินะ ถ้าสามารถปิดบังไม่ให้ดวงตาฉายแววความรู้สึกออกมาได้ละก็...ภาพนี้คงลึกลับน่าดู เพราะไม่รู้ว่าคนในภาพคิดอะไรอยู่ แต่มันจะทำได้มากน้อยแค่ไหนกัน ในเมื่อตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่า ความรู้สึกมันสามารถสื่อออกมาได้จากดวงตา เพราะ “ดวงตา...เป็นหน้าของดวงใจ” December 05 + + ไม่เคยเอ่ย...คำว่ารัก + +“ป่ะป๊ารักหนูเปล่า?” เป็นคำถามที่หนูยีมักจะถามกับป่ะป๊าบ่อยๆเมื่อตอนหนูยีเป็นเด็ก และคำตอบที่มักจะได้เป็นความเงียบ หรือไม่ก็การเปลี่ยนเรื่องไปพูดเรื่องอื่นเสียทุกที จนถึงตอนนี้ หนูยีก็ไม่เคยได้ยินคำบอกรักของป่ะป๊าสักครั้ง จนหลายครั้งแอบน้อยใจและคิดสงสัยไปว่า ปะป๊าไม่รักหนูยี..หรือเปล่านะ... “ปะป๊า ถ้าหนูยีมีแฟนปะป๊าจะว่าอะไรไหมคะ” หนูยีถามขณะนั่งดูโทรทัศน์แล้วปะป๊านั่งอ่านหนังสือพิมพ์ เพราะอยากรู้ว่าปะป๊าหนูยีจะเหมือนคุณพ่อที่รักและหวงลูกสาวเหมือนนิยายที่เคยอ่านหรือเปล่า “ทำไมต้องว่าด้วยละ” ปะป๊าเงยหน้าจากหนังสือพิมพ์ที่อ่านอยู่ ถามกลับ น้ำเสียงเฉยมาก “ไม่ว่าจริงๆหรอ” “ก็แล้วยีคิดว่ามีแฟนมันผิดหรือเปล่าละ” ปะป๊าย้อนถาม “...ก็...ก็ไม่ผิดอะ” ไม่ผิดแต่แหม..ปะป๊าไม่คิดจะหวงลูกสาวคนเดียวคนนี้บ้างหรือคะ .. “นั่นสิ ถ้าไม่ผิดแล้วป๊าจะไปว่าอะไรยีละ” ปะป๊าตอบกลับแล้วหันไปอ่านหนังสือพิมพ์ที่ค้างไว้ต่อ...รู้สึกผิดหวังนิดๆแฮะ ก็แหม..ถ้าปะป๊าหวงหน่อยคงบอกได้เต็มปากเต็มคำว่าปะป๊ารักหนูยีม้ากก มาก + + + + “ป่ะป๊า วันนี้ยีกลับบ้านดึกหน่อยนะคะ” หนูยีโทรไปบอกปะป๊ากันการโดนบ่น “ทำไมกลับดึกนักละ” เสียงปะป๊าบ่นมาตามสาย “ก็ยีทำรายงานกลุ่มยังไม่เสร็จนี่คะ ส่งพรุ่งนี้แล้วด้วย” “ทำอะไรกันเยอะแยะ กลับบ้านได้แล้ว” เสียงปะป๊าเริ่มไม่ชอบใจเท่าไหร่ หนีเลยต้องรีบเปลี่ยนเรื่องก่อนโดนบ่น “นี่ปะป๊าอยู่ที่ไหนอะคะ” “ตอนนี้ป๊าอยู่ที่บ้าน รีบกลับบ้านได้แล้ว” แนะ หนูยีเปลี่ยนเรื่องแล้วยังวกกลับมาเรื่องเดิมได้อีก - - ถึงตอนนี้ก็นึกถึงคำพูดขอบหม่าม้าตอนหนูยีกลับบ้านมืดๆเพราะหม่าม้าจะถามหนูยีทุกวันว่า “ทำไมวันนี้กลับบ้านดึกจัง” และหนูยีก็จะตอบว่า “วันนี้มีแล็ปค่ะเลยกลับดึก” ถามทุกวันมา 3 อาทิตย์จนหนูยีต้องถามหม่าม้ากลับว่า “หม่าม้าไม่เบื่อหรอคะ ถามยีทุกวันเลยอะ” “จริงๆม้าไม่ได้อยากถามหรอก แต่ป๊าเรานะถามทุกวันว่าทำไมลูกสาวไม่กลับถึงบ้านสักที” คำตอบของหม่าม้าทำให้หนูยีแปลกใจ ไม่นึกว่าปะป๊าจะบ่นถึงหนูยีทุกวันแบบนี้ คิดถึงตรงนี้หนูยีเลยตอบปะป๊าไปว่า “ปะป๊า หนูเหนื่อยมากเลยอะคะ เหนื่อยสุดๆ แถมยังต้องแบกของหนักๆกลับบ้านอีก วันนี้ปะป๊ามารับหนูได้ไหมคะ นะ น้า~~” “ก็ได้ งั้นอีกประมาณชั่วโมงป๊าถึงแล้วเดี๋ยวโทรไปหา” ปะป๊าหนูยีตอบรับอย่างรวดเร็ว หนูยีนึกว่าจะต้องอ้อนมากกว่านี้ซะอีก แต่ก็ดีใจที่ไม่ต้องเหนื่อยกลับเอง + + + + + “สองแม่ลูกทำอะไรกันนะ” ปะป๊าถามขึ้นเมื่อเข้ามาในห้องนอนแล้วเห็นแม่ลูกคู่นี้คุยกันจุ๊กจิ๊ก “หม่าม้าจะให้แป้งแต่งหน้าหนูยีละป๊า ดูสิๆหนูยีจะได้แต่งหน้ากับเขาบ้างแล้ว” หนูยีเป็นคนตอบปะป๊าแล้วก็โชว์ตลับแป้งที่หม่าม้าให้ขึ้นมาอวด “เหอะ” ปะป๊าทำเสียงแปลกๆ “แต่งไปทำไมหน้านะ ดูอย่างป๊าสิยังไม่ใช้อะเลยเลย อย่างยีนะใช่แค่แป้งเด็กแค่นั้นก็พอแล้ว” “ไม่ได้สิพ่อ ลูกนะโตแล้วต้องหัดแต่งหน้าแต่งตาบ้าง ปล่อยให้เป็นกะโปโลอย่างทุกวันนี้ได้ไง” ...หม่าม้าตอบปะป๊าไปค่ะ...เป็นคำตอบที่เหมือนหนูยีถูกว่ายังไงก็ไม่รู้อะ - - “น่าเกลียดน่า แต่งไปทำไมให้เหมือนงิ้ว ผู้หญิงสมัยนี้แต่งหน้าเหมือนงิ้วกันทั้งนั้นละ” ถึงตรงนี้หม่าม้าเริ่มมองปะป๊าตาเขียว...ปะป๊าเลยหันมาพูดกับหนูยี “ไม่ต้องแต่งหน้าหรอกลูก ทาแค่แป้งเด็กก็พอแล้ว น่ารักแล้ว” ปะป๊านี่แป้งเด็กอย่างเดียวเลยนะคะ หนูยีเลยแหย่ปะป๊าไปว่า “แหม..ปะป๊าถ้าไม่ฝึกแต่งหน้าบ้าง เดี๋ยวลูกสาวป๊าก็ขายไม่ออกกันพอดี” ปะป๊าตอบกลับมาทันควันเลย “ก็ดีสิ อยู่กับป๊านี่ละ ลูกสาวคนเดียวป๊าเลี้ยงได้” . . . . . + + + + + “ปะป๊ารักหนูเปล่า?” วันนี้หนูยีถามปะป๊าเหมือนตอนหนูยีเด็กๆอีกครั้ง และคำตอบที่ได้ยังคงเป็นความเงียบและการเปลี่ยนเรื่องเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไป...หนูยีไม่รู้สึกน้อยใจ หรือสงสัยอีกแล้วว่า “ปะป๊ารักหนูยีบ้างหรือเปล่า” หนูยีเดินเข้าไปกอดปะป๊า ถึงแม้ว่าปะป๊าจะไม่เคยบอกว่ารักลูกสาวคนนี้เลยสักครั้ง แต่จนถึงตอนนี้... หนูยีไม่เคยมีความรู้สึกขาดความรักแม้แต่ครั้งเดียว อ้อมกอดของปะป๊าที่ปะป๊ากอดตอบกลับบมานั้นอบอุ่นไม่เคยเปลี่ยนจากที่หนูยีจำได้ แล้วหนูยีก็บอกคำที่ปะป๊าไม่คิดจะบอกกับหนูยีด้วยความรู้สึกทั้งหมดไปว่า.. “ยีรักปะป๊าค่ะ” August 03 บ้านอีกหลังฉันมีบ้านอีกหลังนะ
ไม่บอกหรอกว่าบ้านอีกหลังอยู่ที่ไหน
เอาไว้เก็บเรื่องบางเรื่องที่ไม่อยากให้คนอื่น หรือคนรู้จักรู้เยอะไปกว่านี้..
แต่ก็...นะ
^^
ไม่ใช่ไรคะค่ะ ไม่รู้จะอัพบล็อกอะไรตรงนี้ ...
เลยเขียนอะไรเรื่อยเปื่อยมันไปแบบนี้ละ July 19 วันที่แสนน่าเบื่อน่าเบื่อ!!
วันนี้เป็นอะไรไม่รู้ เบื่อไปหมดทุกอย่าง
นิยายไม่อยากอ่าน หนังสือไม่อยากอ่าน รายงานไม่อยากทำ
เบื่อจริงๆนะ
ปวดขาด้วย ปวดเนื้อปวดตัวไปหมดเลยด้วย
เบื่ออะ.. เบื่อ
หรือว่าจะไม่สบายหว่า - - |
|
||||||
|
|