Profiel van YeeหนูยีFoto'sWeblogLijstenMeer Extra Help

Weblog


    26 maart

    + + มันคือภาระ + +

     

    และแล้ว สิ่งที่คิด สิ่งที่กลัวก็กลายเป็นความจริงขึ้นมาจนได้...

    เมื่อวานคิดว่าอาการดีขึ้นมากแล้วเชียวนะคะ  ไม่ค่อยไอแล้ว  เจ็บคอน้อยลง แต่ยังเจ็บหูอยู่นิดหน่อย

    เลยไปลัลล้าที่งานคอมมาร์ทสะงั้น  ไม่พอ ทั้งช็อกโกแล็คปั่น  ทั้งไอศกรีม จัดการมันหมดทุกอย่างเลย...

     

    ผลมันก็เลยกลายเป็นว่า ตอนนี้หนูยีจากที่เป็นแค่ หวัด ธรรมดา   ตอนนี้อาการหวัดธรรมดานั้นพาวเวอร์อัพกลายเป็น ไข้หวัด  ไปอย่างสมบูรณ์แบบแล้วละค่ะ..

     

    แต่คิดว่าอาการคงไม่หนักมาก หรือถึงหนักตอนนี้หนูยีก้ไม่ยอมนอนเน่าอยู่บนที่นอนหรอก

    ได้หลับไปสักพักรู้สึกดีขึ้นเยอะแล้ว ตอนนี้เลยมานั่งเล่นเน็ตเล่น(ยังไม่เจียมสังขาร)  แล้วเดี๋ยวไปนั่งทำงานต่อ

     

    วันนี้นอกจากไปม.แล้วก็ต้องลากสังขารกลับ... ก็มีแต่เรื่องวุ่นวายเข้ามาอีกมากมายเหลือเกินค่ะ

    หนูยีป่วยใกล้เน่า  จะนอนก็มีแต่เสียงโทรศัทพ์เข้ามา  ไหนจะเพื่อน ไหนจะเฮียบิลเรื่องงาน.. กดดันนะคะนี่.

    และอีกสารพัดเรื่อง...

     

    เฮ้อ...

     

    ขอหนูยีป่วยแบบสบายหน่อยได้ไหมคะ  แค่นี้ก็แย่พอแล้ว... แต่เอาเถอะค่ะ  ถึงนอนนี้ ไอ้ไข้ไม่ไข้นี่ไม่สนใจแล้ว.. ก็ไม่ได้นอนพักสบายๆแล้วนี่หน่า เอาเวลามานั่งทำงานดีกว่า ^^

     

    -          - - - - - - - - -  - - -  - - - - - - -  - - - - - - - - - - - - - - - -

     

     

    -          ความคิด

     

    หนูยีปกติเป็นคนไม่ค่อยคิดมากอะไรเท่าไหร่...

    ส่วนใหญ่ก็ทำทุกอย่างไปตามความต้องการของตัวเอง

    และสัญชาติญาณกับความเคยชินเท่านั้นเอง...

     

    บางสิ่งบางอย่างที่ทำ ที่คิดเองเออเอง..

    ก็ไม่รู้หรอกว่าไปสร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้กับใครเขาบ้าง..

    เพราะคิดว่า ฉันอยากทำ ฉันทำแล้วสบายใจ 

     

    ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีกันแน่ 

    ที่คนอย่างหนูยีเป็นประเภทคิดถึงความรู้สึกคนอื่นมากเกินไป 

    ใส่ใจกับความรู้สึกของคนอื่นมากเกินไป...

    จนบางครั้งก็สร้างความกดดันให้กับตัวเองไม่รู้ตัว...

     

    จริงๆแล้วการห่วงใยใครสักคนก็เป็นสิ่งที่ดี 

    แต่บางครั้งการใส่ใจ ใส่ความห่วงใยมากเกินไป..

    มันก็เปลี่ยนเป็นภาระได้เหมือนกัน...

     

    ลืมไปได้อย่างไรกันนะ 

    ไอ้ความรู้สึกที่ว่า  ไม่ต้องการความห่วงใย

    แต่ถูกยัดเยียดความห่วงใยเข้ามาให้

    ทำให้เกิดเป็นภาระที่ต้องแบบรับมันมานะ  

    ไอ้ความรู้สึกแบบนี้หนูยีก็เคยเป็น เคยรู้สึก  

    แต่ตัวเองก็ยังทำ

    ยังยัดเยียดความห่วงใยของตัวเองให้กับคนที่ไม่ต้องการ

    กลายเป็นภาระให้กับคนอื่นเสียอย่างนั้น  

    ยัดเยียดให้ด้วยความเห็นแก่ตัวของตัวเองจริงๆ

     

    ไอ้นิสัยเสียๆแบบนี้ คงต้องปรับปรุงกันขนานใหญ่เลยละ

     

     

     

    * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

    25 maart

    วันที่หนูยีไม่สบาย + +

    วันที่หนูยีไม่สบาย  + +

     

     

    ป่วยอีกแล้วค่ะ !!

    ป่วยตั้งแต่เมื่อวาน  

    เมื่อเช้าหนูยีตื่นขึ้นมารู้สึกแสบคอ ดื่มน้ำก็ไม่หาย  แต่นึกว่า เป็นแค่อาการช่วงเช้าเท่านั้น ก๊เลยขึ้นไปอาบน้ำ..แถมยังเป็นน้ำเย็นอีกต่างหาก.. อาบแล้วสะใจดีตื่นได้เต็มตา

     

    แต่แล้ว..อาการก็แย่ลง จากที่เริ่มคุยๆได้..  ก็รู้สึกว่ายิ่งพูดยิ่งเจ็บคอ  เสียงก็เริ่มเปลี่ยน...

     

    ก็ถ้าแค่เจ็บคอคงไม่เท่าไหร่  แต่นี้ก็เริ่มจาม  จามจนก้อยบอกว่าจมูกแดงเป็นกวางเรนเดียร์เลยละ...ต่อจากนั้นก็เริ่มไอ... ไอ้แห้งด้วย  ยิ่งไอก็ยิ่งเจ็บคอ  แล้วแย่กว่านั้นคือเวลากลื่นน้ำลายตัวเองแล้วจะเจ็บหู!!

     

    ไอ้อาการหลังสุดนี่แย่ที่สุดค่ะ มันทำให้รู้สึกว่าตัวเองย่ำแย่แล้ว...

    หนูยีเลยได้รู้สึกตัวเองว่า ตอนนี้หนูยีเป็นหวัด สมบูรณ์แบบ

    ปกติถ้าหวัดธรรมดาหนูยีจะไม่เจ็บคอ อย่างมากก็แค่ไอค๊อกแคก  มีน้ำมูก แต่นี่เจ็บคอ!!

    ถ้าเจ็บคอทีไร อาการที่จะตามมาอีกก็มักจะเป็น   ไข้ขึ้น  อาเจียน  ปวดหัว ...

     

    กลัวเหลือเกินเรื่องไข้ขึ้นเนี้ย   หวังว่าอาการป่วยมันจะรอให้หนูยีทำโปรเจ็คเสร็จแล้วค่อยมาจะได้เปล่าก็ไม่รู้ ยังไม่อยากน๊อคตอนนี้นะคะ ขอไปน๊อคหลังทำโปรเจ็คเสร็จได้ไหมเนี้ย..แง้..

     

    กลับมาบ้านประมาณสามทุ่ม... แม่ให้ทานข้าว..ที่ทานไม่ค่อยลง แต่ถ้าไม่ทานก็ทานยาไม่ได้..แต่แล้วก็เกิดเรื่องอีกเมื่อหนูยีอาเจียนมันออกมาหมดเลย   แหวะ ...  ทำไมต้องอาเจียนด้วยก็ไม่รู้...  

    แต่ถ้ามองโลกในแง่ดี .. หนูยียังไม่เป็นไข้นะ     

    แล้วเวลาไม่สบายก็อ้อนได้ด้วย  ก็เวลาไม่สบายหนูยีจะต้องการความใส่ใจดูแลมากกว่าปกติ 120% เลยละ  

    อย่างเมื่อคืนก็ขอไปนอนห้องเดียวกับเค  อ้อนให้เคเล่นบอมเบอร์แมนด้วยกัน ในขณะที่มันนั่งเล่นเกมส์อื่นก่อน ...  แต่ผลกลายเป็นว่า หนูยีโดนเคถล่มคาคอม  ตายตลอดเลยอะ แล้วมันก็ชนะตลอดด้วย ขี้โกงสุดๆๆๆๆๆ  ไม่อ่อนข้อให้คนป่วยเลย

    ผลสุดท้ายทนไม่ไหว เลิกเล่น มานั่งเล่นเน็ตแทน.. แล้วไง.. โดนมันหาว่าไม่เจียมสังขารสามครั้ง  เนื่องจากเคมาไล่ให้ไปนอนได้แล้ว  ป่วยแล้วไม่เจียมตัว ... เหอ เหอ เหอ  

     

     

    มาคิดๆดู...  หนูยีมักจะชอบลืมว่าตัวเองเป็นเด็กขี้โรคที่สุดในบ้านละ   แต่ก็นะ ใครเห็นหนูยีก็คงไม่คิดว่า คนอย่างหนูยีจะเป็นเด็กขี้โรคหรอกใช่มะ   ขนาดตัวเองยังชอบลืมเลย

    ตอนเด็กๆหนูยีมักจะป่วยง่ายกว่าคนอื่นๆในบ้านเสมอ อะไรนิดอะไรหน่อย ก็ไข้ขึ้นได้ง่ายๆ

    โตขึ้นมา ก็ดีขึ้นมาหน่อย  แต่ก็ไข้ขึ้นง่ายกว่าชาวบ้านนั่นล่ะ    ยิ่งเวลาทำงานหนักติดต่อกันหลายวันก็ยิ่งน๊อคได้ง่ายกว่าอีก..

     

    คงเป็นเพราะช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมามันคงเหนื่อยสะสมละมั้งค่ะ  ไหนจะเรื่องโปรเจ็ค  ไหนจะเรื่องงานแค้มป์ภาษาอังกฤษที่โบสถ์ แล้วไหนจะเรื่องความกังวลใจเรื่องที่ทำงานของเฮียบิล  การคิดมากเพราะใครบางคน มันก็รู้สึกหนักอยู่แล้ว  พอสองวันก่อนทะเลาะ?(หรือเปล่า) กับตาน้ำเน่า  จนเหมือนจะตัดเป็นตัดตายกันด้วยสาเหตุที่หนูยียัง งง ๆ จนถึงตอนนี้...  

     

    อาการเจ็บป่วยมันก็เลยออกมาเลย   แย่ที่สุดเลยค่ะหนูยีพึ่งป่วยเป็นไข้นอนซมรับปีใหม่ไปเองนะ นอนเน่าอยู่ที่บ้านเป็นอาทิตย์    อ่านไปไม่กี่เดือนเป็นอีกแล้วหรือเนี้ย

    แถมเป็นตอนไหนไม่เป็น ดันมาเป็นช่วงติดโปรเจ็คเสียนี่ แย่ที่สุดเลยอะ

    15 februari

    + + ดวงตา...หน้าต่างของหัวใจ + +


    ดูภาพนี้แล้วให้ความรู้สึกอย่างไร ??

    เป็นคำถามที่ฉันถามทุกคนที่พบแล้วส่งรูปให้ดู
    บางคนว่าเป็นภาพที่จัดองค์ประกอบได้ดีนะ ถ่ายได้เก่ง - -“
    บางคนว่าภาพนี้ดูแล้วให้ความรู้สึกมองไม่เบื่อ
    บางคนก็ว่าภาพนี้ดูแล้วไม่เหมือนคนเหมือนภาพการ์ตูนเสียมากกว่า...


    แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ฉันอยากฟังนี่ ... ฉันถามกลับไปอีกว่า
    “เห็นภาพนี้แล้วพอจะให้รู้สึกถึงความลึกลับบ้างไหมคะ?”

    “เกือบลึกลับ” นั่นเป็นคำตอบที่ฉันได้มา...

    นั่นสิ ภาพนี้ให้ความรู้สึกเกือบลึกลับจริงๆนั่นละ ตรงกับความรู้สึกของฉันต่อภาพนี้จริงๆ
    ภาพที่เห็นเพียงแค่เสี้ยวส่วนของใบหน้ามันให้ความรู้สึกลึกลับน่าค้นหา แต่อะไรบางอย่างของภาพนี้กลับไม่ทำให้รู้สึกว่า ภาพนี้เป็นภาพที่มีความลึกลับอย่างที่ใจฉันคิดและต้องการ

    ฉันจ้องมองภาพอีกครั้งและอีกครั้ง อะไรบางอย่างของภาพนี้กันนะ ที่ทำให้ความรู้สึกในการมองภาพของฉันมันเห็นว่าภาพนี้ช่างสว่างและสดใส ไร้ซึ่งพิษภัยใดๆทั้งสิ้น

    “ภาพนี้ที่ไม่ลึกลับเพราะว่าเปิดเผยมากเกินไป”
    “เปิดเผยยังไงหรือคะ” นั่นสิพอได้ยินคำว่าเปิดเผย ฉันก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ว่าตรงไหนที่ว่าเปิดเผยกันนะ

    “ตรงดวงตาไง” ฉันกลับไปจ้องมองที่ภาพอีกครั้ง คราวนี้มองดวงตาที่เห็นเพียงข้างเดียวของใบหน้านี้
    “ดวงตาที่มีประกาย มีรอยยิ้มแย้มอยู่ภายในดวงตานั่นละ ที่ไม่ทำให้ภาพนี้ดูน่าจะลึกลับเหมือนที่เป็น”

    นั่นสินะ ดวงตาที่เหมือนจะยิ้มได้ของภาพ เพียงแค่มองก็เหมือนจะรู้ว่าเสี้ยวที่เหลือของใบหน้าคือรอยยิ้มแย้มที่สดใส

    นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกเข้าใจคำว่า “อ่านความรู้สึกจากดวงตา”
    เข้าใจแล้วว่าทำไมในนิยายหลายเรื่องที่อ่านมานั้น ถึงสามารถอ่านความรู้สึกได้จากดวงตา ...


    “ขอบคุณมากค่ะ พอพี่บอกก็รู้สึกว่าใช่เลย” ฉันขอบคุณพี่เขาที่ช่วยให้ความกระจ่างกับสิ่งที่ฉันคิดแต่นึกไม่ออกว่ามันคืออะไร
    “ไม่เป็นไร ถ้าอยากให้ภาพดูลึกลับ ต้องปิดบังดวงตาก่อน อย่าให้ดวงตาฉายความรู้สึกออกมา แล้วภาพนี้จะดูลึกลับน่าค้นหา”

    นั่นสินะ ถ้าสามารถปิดบังไม่ให้ดวงตาฉายแววความรู้สึกออกมาได้ละก็...ภาพนี้คงลึกลับน่าดู เพราะไม่รู้ว่าคนในภาพคิดอะไรอยู่

    แต่มันจะทำได้มากน้อยแค่ไหนกัน ในเมื่อตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่า ความรู้สึกมันสามารถสื่อออกมาได้จากดวงตา เพราะ

    “ดวงตา...เป็นหน้าของดวงใจ”


    05 december

    + + ไม่เคยเอ่ย...คำว่ารัก + +

    “ป่ะป๊ารักหนูเปล่า?”
    เป็นคำถามที่หนูยีมักจะถามกับป่ะป๊าบ่อยๆเมื่อตอนหนูยีเป็นเด็ก และคำตอบที่มักจะได้เป็นความเงียบ หรือไม่ก็การเปลี่ยนเรื่องไปพูดเรื่องอื่นเสียทุกที
    จนถึงตอนนี้ หนูยีก็ไม่เคยได้ยินคำบอกรักของป่ะป๊าสักครั้ง
    จนหลายครั้งแอบน้อยใจและคิดสงสัยไปว่า
    ปะป๊าไม่รักหนูยี..หรือเปล่านะ...







    “ปะป๊า ถ้าหนูยีมีแฟนปะป๊าจะว่าอะไรไหมคะ” หนูยีถามขณะนั่งดูโทรทัศน์แล้วปะป๊านั่งอ่านหนังสือพิมพ์ เพราะอยากรู้ว่าปะป๊าหนูยีจะเหมือนคุณพ่อที่รักและหวงลูกสาวเหมือนนิยายที่เคยอ่านหรือเปล่า

    “ทำไมต้องว่าด้วยละ” ปะป๊าเงยหน้าจากหนังสือพิมพ์ที่อ่านอยู่ ถามกลับ น้ำเสียงเฉยมาก

    “ไม่ว่าจริงๆหรอ”

    “ก็แล้วยีคิดว่ามีแฟนมันผิดหรือเปล่าละ” ปะป๊าย้อนถาม

    “...ก็...ก็ไม่ผิดอะ” ไม่ผิดแต่แหม..ปะป๊าไม่คิดจะหวงลูกสาวคนเดียวคนนี้บ้างหรือคะ ..

    “นั่นสิ ถ้าไม่ผิดแล้วป๊าจะไปว่าอะไรยีละ” ปะป๊าตอบกลับแล้วหันไปอ่านหนังสือพิมพ์ที่ค้างไว้ต่อ...รู้สึกผิดหวังนิดๆแฮะ ก็แหม..ถ้าปะป๊าหวงหน่อยคงบอกได้เต็มปากเต็มคำว่าปะป๊ารักหนูยีม้ากก มาก


    + + + +



    “ป่ะป๊า วันนี้ยีกลับบ้านดึกหน่อยนะคะ” หนูยีโทรไปบอกปะป๊ากันการโดนบ่น

    “ทำไมกลับดึกนักละ” เสียงปะป๊าบ่นมาตามสาย

    “ก็ยีทำรายงานกลุ่มยังไม่เสร็จนี่คะ ส่งพรุ่งนี้แล้วด้วย”

    “ทำอะไรกันเยอะแยะ กลับบ้านได้แล้ว” เสียงปะป๊าเริ่มไม่ชอบใจเท่าไหร่ หนีเลยต้องรีบเปลี่ยนเรื่องก่อนโดนบ่น

    “นี่ปะป๊าอยู่ที่ไหนอะคะ”

    “ตอนนี้ป๊าอยู่ที่บ้าน รีบกลับบ้านได้แล้ว” แนะ หนูยีเปลี่ยนเรื่องแล้วยังวกกลับมาเรื่องเดิมได้อีก - -

    ถึงตอนนี้ก็นึกถึงคำพูดขอบหม่าม้าตอนหนูยีกลับบ้านมืดๆเพราะหม่าม้าจะถามหนูยีทุกวันว่า

    “ทำไมวันนี้กลับบ้านดึกจัง” และหนูยีก็จะตอบว่า “วันนี้มีแล็ปค่ะเลยกลับดึก” ถามทุกวันมา 3 อาทิตย์จนหนูยีต้องถามหม่าม้ากลับว่า

    “หม่าม้าไม่เบื่อหรอคะ ถามยีทุกวันเลยอะ”

    “จริงๆม้าไม่ได้อยากถามหรอก แต่ป๊าเรานะถามทุกวันว่าทำไมลูกสาวไม่กลับถึงบ้านสักที” คำตอบของหม่าม้าทำให้หนูยีแปลกใจ ไม่นึกว่าปะป๊าจะบ่นถึงหนูยีทุกวันแบบนี้
    คิดถึงตรงนี้หนูยีเลยตอบปะป๊าไปว่า


    “ปะป๊า หนูเหนื่อยมากเลยอะคะ เหนื่อยสุดๆ แถมยังต้องแบกของหนักๆกลับบ้านอีก วันนี้ปะป๊ามารับหนูได้ไหมคะ นะ น้า~~”

    “ก็ได้ งั้นอีกประมาณชั่วโมงป๊าถึงแล้วเดี๋ยวโทรไปหา” ปะป๊าหนูยีตอบรับอย่างรวดเร็ว หนูยีนึกว่าจะต้องอ้อนมากกว่านี้ซะอีก แต่ก็ดีใจที่ไม่ต้องเหนื่อยกลับเอง



    + + + + +


    “สองแม่ลูกทำอะไรกันนะ” ปะป๊าถามขึ้นเมื่อเข้ามาในห้องนอนแล้วเห็นแม่ลูกคู่นี้คุยกันจุ๊กจิ๊ก

    “หม่าม้าจะให้แป้งแต่งหน้าหนูยีละป๊า ดูสิๆหนูยีจะได้แต่งหน้ากับเขาบ้างแล้ว” หนูยีเป็นคนตอบปะป๊าแล้วก็โชว์ตลับแป้งที่หม่าม้าให้ขึ้นมาอวด

    “เหอะ” ปะป๊าทำเสียงแปลกๆ “แต่งไปทำไมหน้านะ ดูอย่างป๊าสิยังไม่ใช้อะเลยเลย อย่างยีนะใช่แค่แป้งเด็กแค่นั้นก็พอแล้ว”

    “ไม่ได้สิพ่อ ลูกนะโตแล้วต้องหัดแต่งหน้าแต่งตาบ้าง ปล่อยให้เป็นกะโปโลอย่างทุกวันนี้ได้ไง” ...หม่าม้าตอบปะป๊าไปค่ะ...เป็นคำตอบที่เหมือนหนูยีถูกว่ายังไงก็ไม่รู้อะ - -

    “น่าเกลียดน่า แต่งไปทำไมให้เหมือนงิ้ว ผู้หญิงสมัยนี้แต่งหน้าเหมือนงิ้วกันทั้งนั้นละ” ถึงตรงนี้หม่าม้าเริ่มมองปะป๊าตาเขียว...ปะป๊าเลยหันมาพูดกับหนูยี “ไม่ต้องแต่งหน้าหรอกลูก ทาแค่แป้งเด็กก็พอแล้ว น่ารักแล้ว”
    ปะป๊านี่แป้งเด็กอย่างเดียวเลยนะคะ หนูยีเลยแหย่ปะป๊าไปว่า

    “แหม..ปะป๊าถ้าไม่ฝึกแต่งหน้าบ้าง เดี๋ยวลูกสาวป๊าก็ขายไม่ออกกันพอดี” ปะป๊าตอบกลับมาทันควันเลย

    “ก็ดีสิ อยู่กับป๊านี่ละ ลูกสาวคนเดียวป๊าเลี้ยงได้” . . . . .

    + + + + +


    “ปะป๊ารักหนูเปล่า?” วันนี้หนูยีถามปะป๊าเหมือนตอนหนูยีเด็กๆอีกครั้ง และคำตอบที่ได้ยังคงเป็นความเงียบและการเปลี่ยนเรื่องเหมือนเดิม

    แต่สิ่งที่เปลี่ยนไป...หนูยีไม่รู้สึกน้อยใจ หรือสงสัยอีกแล้วว่า “ปะป๊ารักหนูยีบ้างหรือเปล่า”

    หนูยีเดินเข้าไปกอดปะป๊า

    ถึงแม้ว่าปะป๊าจะไม่เคยบอกว่ารักลูกสาวคนนี้เลยสักครั้ง
    แต่จนถึงตอนนี้...
    หนูยีไม่เคยมีความรู้สึกขาดความรักแม้แต่ครั้งเดียว



    อ้อมกอดของปะป๊าที่ปะป๊ากอดตอบกลับบมานั้นอบอุ่นไม่เคยเปลี่ยนจากที่หนูยีจำได้
    แล้วหนูยีก็บอกคำที่ปะป๊าไม่คิดจะบอกกับหนูยีด้วยความรู้สึกทั้งหมดไปว่า..


    “ยีรักปะป๊าค่ะ”
    03 augustus

    บ้านอีกหลัง

    ฉันมีบ้านอีกหลังนะ
     
    ไม่บอกหรอกว่าบ้านอีกหลังอยู่ที่ไหน
     
    เอาไว้เก็บเรื่องบางเรื่องที่ไม่อยากให้คนอื่น หรือคนรู้จักรู้เยอะไปกว่านี้..
     
    แต่ก็...นะ
     
    ^^
     
    ไม่ใช่ไรคะค่ะ  ไม่รู้จะอัพบล็อกอะไรตรงนี้  ...
    เลยเขียนอะไรเรื่อยเปื่อยมันไปแบบนี้ละ
    19 juli

    วันที่แสนน่าเบื่อ

    น่าเบื่อ!! 
     
    วันนี้เป็นอะไรไม่รู้  เบื่อไปหมดทุกอย่าง
    นิยายไม่อยากอ่าน หนังสือไม่อยากอ่าน  รายงานไม่อยากทำ
     
    เบื่อจริงๆนะ
    ปวดขาด้วย  ปวดเนื้อปวดตัวไปหมดเลยด้วย
     
    เบื่ออะ.. เบื่อ
     
    หรือว่าจะไม่สบายหว่า  - -
    18 juli

    ผู้ใหญ่ในแบบของฉัน

    "เมื่อข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก ข้าพเจ้าพูดอย่างเด็ก
    คิดอย่างเด็ก ใคร่ควรญหาเหตุผลอย่างเด็ก
    แต่เมื่อข้าพเจ้าเป็นผู้ใหญ่ ข้าพเจ้าก็เลิกอาการเด็กเสีย"
     
                                                                   โครินธ์ 13:11
     
     
     
     
    มีคนถามฉันว่า ถ้าฉันอายุ 40 ฉันจะเป็นยังไง เพราะตัวเขาไม่สามารถคิดภาพของผู้ใหญ่ที่อายุ 40 จากตัวของฉันตอนนี้ได้เลย
     
     
    นั่นสินะ   ฉันก็นึกภาพตอนฉันอายุ 40 ไม่ได้เหมือนกัน
     
     
    ++++++++++++++
     
     
     
    ไม่นานมานี้ ฉันพึ่งรู้สึกตัว... ว่ามีความผิดปกติในตัวฉัน
     
    ไม่ใช่ความผิดปกติทางด้านร่างกาย
    แต่เป็นความผิดปกติทางด้านของจิตใจ
     
     
    ฉันคิดว่าฉันเติมโตตามอายุของฉันเอง... ทั้งความคิดและร่างกาย
    แต่จริงๆแล้ว  มันไม่ใช่...
     
    ร่างกายมันเติมโตขึ้นก็จริง  แต่ความคิดของฉันมันกลับไม่โตตามไปด้วย
    พยายามหลอกตัวเอง  หลอกว่าตัวเองมีความคิดที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว
     
     
    แต่เอาเข้าจริงๆ  กลับเป็นเด็กเสียยิ่งกว่าเด็กคนไหนๆ...
     
     
    การเป็นเด็กมันก็ดี...  แต่คนเราจะเป็นเด็กไปตลอดไม่ได้หรอก..
     
     
     
    ฉันรู้... รู้ว่าการเป็นผู้ใหญ่ไม่ใช่สิ่งที่น่าพิศมัยเลยแม้แต่นิดเดียว
    แต่ฉันก็ยังปรารถนาที่จะเป็นผู้ใหญ่..
    ฉันอยากเป็นคนที่สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างน่าภาคภูมิใจ...
    ฉันอยากเป็นคนที่ได้รับความไว้วางใจ...อย่างผู้ใหญ่คนหนึ่ง..
    ไม่ใช่อย่างเด็ก...
     
     
     
     
    หลายครั้งฉันสับสนกับตัวของฉันเอง...
    ฉันเป็นเด็กหรือฉันเป็นผู้ใหญ่กันแน่
     
     
     
     
    การไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน  เป็นสิ่งที่น่าเศร้า  เศร้าเหลือเกิน...
     
     
     
     
     
    สักวัน... ฉันจะเลิกอาการอย่างเด็กๆ ที่ฉันเป็นตอนนี้...
    สักวัน...ฉันจะทำได้....ฉันจะทำได้...จะ..ทำ...ได้....
     
     
     
     
    ฉันคิดอะไรอยู่หลายอย่าง
    แล้วคำถามก็เข้ามา
    "ถ้าฉันเป็นผู้ใหญ่ ฉันยังคงเป็นฉันแบบนี้อยู่อีกหรือเปล่า"
    ฉันหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้...
     
     
     
     
     
    แล้วเวลาก็ทำให้ฉันเข้าใจ...
    ฉันกำลังไล่ต้อนตัวเองให้จนมุมกับความคาดหวังของใคร
     
    การโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ไม่ใช่แค่คิดก็เป็นได้
    มันต้องเกิดจากการผสมผสานของกาลเวลาและประสบการณ์
    เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องฝืนเป็น...
     
     
     
     
    เป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุขกับการเป็น
    ไม่ใช่ผู้ใหญ่ที่ต้องฝืนเป็น...
     
     
     
    ฉันจะเป็นผู้ใหญ่ในแบบที่ฉันเป็น...
     
     
     
     
     
     
     
    24 juni

    แด่แฟนนิยายของ เม - โอ่ง

    ^^

    รูปพิเศษสำหรับ...แฟนๆนิยายของlucious จอมอู้ค่ะ...

    พระเอกนางเอกของเรา  เม กับ โอ่ง...

    ชอบไม่ชอบยังไง แวะบอกกันบ้างนะคะ ^^

    (เผื่อคนวาดมีกำลังใจจะวาดรูปเพิ่มอีก ฮิฮิ)

     

    ปล. จะค่อยๆทยอยวาดเพิ่มเติมนะคะ

    12 juni

    ความเจ็บปวด ณ เวลาแห่งการพรากจาก..นิรันดร์

    ฉันเคยถามตัวเองหลายต่อหลายครั้ง...

    หัวใจฉันทำด้วยอะไร มันมีเลือดเนื้อเหมือนคนอื่นหรือเปล่า..

    โลกยังคงดำเนินไปตามปกติ พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตก

    คนเรายังต้องกินข้าวเพื่อบรรเทาความหิว...ดื่นเช้ามาทำงาน ค่ำก็กลับบ้าน ..

    ทุกอย่างไหลไปตามกระแสของเวลา

    นั่นสินะ...ไม่มีใครฉุดรั้งเวลาไว้ได้หรอก...

     

    เช้านี้คุณแม่มาเรียกตั้งแต่ตี 4 ฉันตื่นนอนมาเปิดประตูด้วยความงัวเงีย

    คำเพียงคำเดียวที่แม่บอกฉันก็ทำให้ฉันหาง่วงทันที

    "แม่จะไปเพชรบูรณ์  คุณยายเสียแล้ว"

     

    เมื่อคืน...คุณแม่พึ่งกลับมาจากเพชรบูรณ์  ไปเยี่ยมคุณยาย

    วันนี้...คุณแม่ไปเพชรบูรณ์  ไปลาคุณยายเป็นครั้งสุดท้าย

     

    คุณแม่บอกฉันด้วยเสียงกลั้นสะอื้น ตาแดง

    คุณแม่สั่งให้ฉันทำธุระแทนคุณแม่ โทรบอกญาติพี่น้อง...

    ทุกอย่างดูวุ่นวายเหลือเกิน 

     

    ฉันดำเนินชีวิตตามปกติ...ไปโบสถ์...หัวเราะ ...กินข้าว..

    เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น 

    เหมือนกับว่าการตายของคุณยายเป็นเรื่องของคนอื่น

    ความรู้สึกเหมือนตอนที่รู้ว่าอากงตาย...

    ฉันทำทุกอย่างได้เป็นปกติ...

     

     

    มันน่ากลัวนะ

    ฉันกลัวตัวเอง...กลัวตัวเองที่ทำทุกอย่างได้เป็นปกติ

    ความผูกพันทางสายเลือดมันไปอยู่เสียที่ไหน...

    น้ำตาหรือความเสียใจที่ควรมีมันไปอยู่ที่ไหน...

     

    คุณแม่บอกว่าเมื่อวานยังคุยกันคุณยายดีๆ

    คุณยายดูแข็งแรงดีทุกอย่าง...

    แต่พอตี3 คุณยายบอกว่าเจ็บหน้าอก...

    แล้วเวลาของคุณยายก็หมดลง

     

    ฉันรู้ว่าฉันจะไม่มีวันได้พบคุณยายอีกแล้ว

    แต่ฉันรู้ว่าฉันจะได้พบอากงอีกครั้ง...เมื่อเวลานั้นมาถึง

     

    ทำไมนะหรือ?

     

    นั่นเพราะว่าอากงเชื่อพระเจ้านะสิ

    ฉันกับอากงเป็นคริสเตียน...

    นั่นคือความแตกต่างระหว่างคุณยายและพวกเรา

     

    หลายคนบอกว่า...ทุกศาสนาดีหมด..

    ฉันเห็นด้วย

    แต่สิ่งที่แตกต่างกันเพราะคริสเตียนชื่อว่า...

    เมื่อจากโลกนี้ไปแล้ว..เราจะได้ไปอยู่บนสวรรค์กับพระคริสต์

    แน่นอนว่า..กับคนอื่นๆที่เชื่อในพระเยซูเหมือนกันด้วย

    มันเป็นความหวังใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ

    ถึงเราจะจากกันด้วยความตาย

    แต่เราจะได้พบกับคนที่เรารักอีกครั้งบนสวรรค์

     

    "แม่คงไม่อยู่หลายวัน ยีดูแลร้านกับบ้านใหม่แม่นะ"

    ฉันได้แต่รับคำ มองคุณแม่วุ่นวายกับการเก็บของ

    เหมือนกับว่ามันเป็นสิ่งเดียวที่สมควรทำที่สุดในเวลานี้

     

    ฉันเดินมาส่งคุณแม่กับคุณพ่อหน้าบ้าน

    คุณพ่อขับรถพาคุณแม่ไปหาคุณยาย

    แล้วฉันก็ทำทุกอย่างตามปกติ...

     

    ฉันยิ้มได้ หัวเราะได้ กินอิ่ม และมั่นใจว่านอนหลับ

    ท่ามกลางผู้คน...ฉันลืมว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้น

     

     

     

    ฉันนั่นอยู่ห้องคนเดียว

    ฉันเฝ้าถามตัวเองหัวใจฉันทำด้วยอะไร

    มันมีเลือดเนื้อเหมือนคนอื่นหรือเปล่า..

    ความผูกพันทางสายเลือดมันไปอยู่เสียที่ไหน...

    น้ำตาหรือความเสียใจที่ควรมีมันไปอยู่ที่ไหน...

    ฉันคงไม่ได้พบกับคุณยายอีกแล้ว...

    จากนี้...และตลอดไป...

     

    เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น คุณแม่โทรมา

    "ตั้งศพยายไว้ในบ้าน" คุณแม่บอกมาตามสาย

    ฉันฟังเสียงก็รู้ว่าคุณแม่คงร้องไห้ตลอด

    "คุณแม่โอเคนะคะ" ฉันถามกลับไปด้วยความเป็นห่วง

    "โอเคจ๊ะ แม่ไม่เป็นไร"

     

     

    ฉันนั่งจมอยู่กับความคิดของตัวเอง

    คำพูดที่คุยกับคุณแม่ยังวนเวียนอยู่ในหัว

    "คุณยายจากเราไปตลอดกาลแล้วลูก"

    มีคนบอกับฉัน..

    คนที่รู้สึกเศร้า..ไม่จำเป็นที่แสดงออกโดยน้ำตาเสมอไป

     

    ฉันก้มหน้ามองรอยน้ำหนึ่งหยดที่ตกลงบนหลังมือ

    น่าแปลกใจ

    เพราะมันตกลงมาจากดวงตาของฉันเอง

     

     

     

     

     

     

     

    08 juni

    หนูยีโก๊ะ!! (อีกแล้วอะ)

    วันนี้เป็นวันที่สองแล้วที่หนูยีไปเรียน

    ทุกทีส่วนใหญ่พบกันอาจารย์ในคาบแรก จะไม่คอ่ยได้เรียนอะไรมากนอกจากแนะนำวิชา

    แต่วิชาเรียนวันนี้อาจารย์ท่านน่ารักมาก  ไม่อยากให้นักเรียนเสียเวลา เลยจัดการเรียนแบบเต็มวัน

    ให้งานที่ต้องใช้ความคิด  ทั้งๆที่ลูกศิษย์ ยังไม่มีความรู้ในวิชาที่เรียนเลยสักคน...

    ถึงจะยาก แต่ก็สนุกนะคะ

    เสียอย่างเดียว... ใช้พลังงานความคิดจนสมองเบลอ

    แล้วยังต้องฝ่ารถติดกลับมาที่บ้าน...  เป็นเพราะหนูยียังไม่ชินกับการเดินทางไปมหาลัยช่วงแรกๆก็ได้

    วันนี้เลยรู้สึกเพลียมากๆ  หัวมันเบลอ ๆ ถึงบ้านแล้วก็อยากพัก แต่ไม่ได้เลย

     

    เพราะหนูยีต้องอยู่ช่วยหม่าม้าเฝ้าร้านขายของ  และช่วยเก็บร้านด้วย

    เหนื่อยจัง แต่พักไม่ได้ ....สมองเบลอสุดๆ

     

    แล้วก็เกิดเรื่องจนได้  วันนี้ลูกค้ามาเอาของ

    แต่หนูยีหาของที่ลูกค้ามาเอาไม่เจอ  โทรหาใครต่อใครก็ไม่ได้คำตอบ

    ปล่อยให้ลูกค้านั่งรอไป 20 นาที   หนูยีก็เดินโทรศัพท์บ้าง หาของบ้าง..

     

    สุดท้าย

     

    หนูๆ ใช่ถุงนั้นหรือเปล่าอะ  ถุงนั้นก็คือถุงที่อยู่ข้างๆหนูยีค่ะ

    เดี๋ยวหนูดูให้ค่ะ  พอหนูยีหยิบมันออกมาดูเท่านั้นละ...

     

    จ๊ากกกกกกกก

     

    หนูยีรีบยกมือไหว้ลูกค้าแทบไม่ทัน

     

    ขอโทษค่ะ ขอโทษค่ะ  หนูยีลืมตัว ยกมือไหว้เสียท่วมหัว...จนลูกค้าหัวเราะ

     

    ฮ่า ฮ่า ฮ่า  ไม่เป็นไรหนู ไม่เป็นไร  ฮ่า ฮ่า ฮ่า   ลูกค้าหัวเราะ หยิบของแล้วเดินจากไป

     

    หนูยีค่อยใจมาหน่อย  ดีว่าลูกค้าอารมณ์ดีนะคะ  ปล่อยให้รอตั้งนาน เพราะหาของไม่เจอทั้งๆที่อยู่ใกล้ๆตัว...

    ตอนแรกหน้าคุณลูกค้างี้...น่ากลัวอะ .. ไม่รู้ทำไม จู่ๆ ก็หัวเราะฮ่าฮ่า  เป็นหนูยี หนูยีคงบ่นยายบ้านี้ไปแล้วแน่ๆ

     

    ถึงไม่รู้ว่า ลูกค้าขำอะไร  แต่ก็ดีแล้วที่เขาไม่เอาเรื่อง...  ช่างมันดีกว่าเนอะ 

     

     

    07 juni

    รอยยิ้ม!?!

    หนูยีไม่รู้ว่ารอยยิ้มพิมพ์ใจ อย่างที่ในหนังสือนิยายทั่วไปบรรยายมันเป็นอย่างไรกันแน่..

    หนูยีไม่รู้ว่ารอยยิ้มที่เปี่ยมเสน่ห์ต้องทำยังไง 

     

    หมู่นี้หนูยีรู้สึกว่า...ผู้คนรอบข้างแปลกไป..

    พึ่งเริ่มแปลกหรือเป็นมานานแล้วแต่หนูยีไม่ได้สังเกตุก็ไม่รู้

     

     

    วันนี้หนูยีไปขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินไปเรียนตามปกติค่ะ หนูยีไปที่ช่องขายตั๋ว เพื่อเติมเงินในบัตรนักศึกษา

    พอเติมเงินเสร็จคุณพี่ผู้ชายที่เติมเงินให้ก็ยื่นบัตรคืนให้หนูยี ...

     

    หนูยีก็ยิ้มให้ตามธรรมดาก่อนกล่าวขอบคุณ  แล้วคุณพี่ผู้ชายก็ยิ้มตอบ..

    เรื่องธรรมดาเนอะ   แต่ที่ไม่ธรรมดาคือรอยยิ้มที่คุณพี่ผู้ชายส่งมาให้นี่สิคะ  เขายิ้มให้เหมือนถูกใจหรือดีใจยังไงบอกไม่ถูก

     

    ไม่ใช่แค่คุณพี่ผู้ชายคนนี้คนเดียวนะคะที่เป็น

    เวลาหนูยีช่วยหม่าม้าขายของก็เหมือนกัน  เวลาลูกค้าเข้าร้าน

    หนูยีเป็นคนขายก็ส่งยิ้มนำหน้าไปก่อน  หนูยีว่าหนูยียิ้มปกตินะ

    แต่ลูกค้ายิ้มตอบหนูยีไม่ใช่รอยยิ้มตามมารยาทที่เห็นทั่วไป  แต่ยิ้มตอบอย่างกับถูกใจหรือดีใจ ยังไงไม่รู้   

    เป็นมาหลายคนแล้ว...

     

    พอเล่าให้เพื่อนฟัง  เพื่อนหนูยีบอกในสิ่งที่ทำให้หนูยีแปลกใจ...

     

    ก็รอยยิ้มของยีมันสดใส จนคนอื่นอดที่จะยิ้มตอบไม่ได้นะสิ และมันก็แสดงถึงความจริงใจและไม่มีพิษมีภัยด้วย ...

     

     

    ได้ฟังแบบนี้รู้สึกปลื้ม+ดีใจ+แปลกใจเลย

     

    ปลื้ม...ไม่นึกว่าเพื่อนมันจะชม

    ดีใจ...ได้รับคำชม กับพบว่าตัวเองก็มีอะไรดีกับเขาบ้างเหมือนกันนะ

    แปลกใจ...ไอ้รอยยิ้มไม่มีพิษมีภัยนี่...คำชมหรือเปล่าหว่า.... 

    05 juni

    เช็คเรตติ้ง

    วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2548 อากาศแจ่มใสเป็นพักๆ

    วันนี้หนูยีตื่นเต้นตั้งแต่เช้า เพราะว่าวันันี้เป็นวันที่พี่นัท พี่สาวที่น่ารักอีกคนจะขึ้นมากรุงเทพ ...นานๆพวกเราจะได้เจอกันที... แค่คิดก็รู้สึกดีใจแล้ว

    พี่นัทมาถึงกรุงเทพประมาณเที่ยงกว่า พวกเรานัดเจอกันที่เซ็นทรัลลาดพร้าวก่อน เมื่อเจอกันแล้วพี่นัทก็พาหนูยีไปกินราเม็งที่โออิชิ มันก็อร่อยดีค่ะ เสียอย่างเดียว มันเยอะมากจนหนูยีกินไม่หมด... เสียดายของอ่ะ

    กินกันเสร็จแล้ว พลังงานเต็มร้อย เลยไม่ต่อกันที่จัตุจักรตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก พี่นัทจะซื้ออุปกรณ์ทำเทียน แต่ก่อนบุกรังเทียน เอ้ย บุกซื้อเทียน ไม่ลืมแวะตลาดหนังสือจัตุจักรก่อน

    ถามว่าแวะทำไมนะหรือคะ ฮิฮิ ... พี่นัทได้ข่าวว่า หนังสือทะเลฝัน...พันดาว วางแผงแล้วนะสิคะ..ฮิฮิฮิ

    เดินแรกๆมองยังไม่เห็นหนังสือพี่นัทวางแผงเลย พี่นัทก็บ่น ไหนบอกอบอกว่าวางแผงตั้งแต่วันศุกร์ไง..
    เดินไปเดินมา เห็นคนกำลังห่อหนังสือ ซัมเมอร์รักหัวใจพักร้อน อยู่ แต่ไม่ยักเห็นหนังสือทะเลฝันฯ หนูยีเลยเดินไปถามเขาว่า “พี่ๆหนังสือชุดใหม่มีออกมาแค่นี้หรอ” พี่เขาเลยพาหนูยีกับพี่นัทเดินมาอีกมุมหนึ่ง ... นั่นไง เห็นแล้ว

    หนังสือทะเลฝันพันดาวของพี่นัทวางแผงแล้วค่ะ วางคู่กันเป็นชุดเลยกับหนังสือเล่มอื่นๆ หนูยีมองไปทางพี่นัท พี่นั้นงี้ ยิ้มหน้าบานไม่หุบเลย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพี่นัทภูมิใจ และดีใจแค่ไหนที่หนังสือของตัวเองได้ออกวางแผงแบบนี้ ก็ขนาดหนูยีไม่ได้เป็นคนเขียน หนูยียังดีใจมากๆแบบนี้เลยนี่หน่า ...

    หลังจากเดินหนูหนังสือตามแผงต่างๆ(ซึ่งก็มีหนังสือพี่นัทวางแผงรวมอยู่ด้วย เราสองคนก็ออกเดินไปหาซื้ออุปกรณ์ทำเทียน ตามที่ตั้งใจไว้... เดินเจอคนเป่าแซกโซโฟน(มั้ง) พี่นัทสะกิดหนูยีบอกว่า แวะดูก่อนๆ พี่อยากถ่ายรูป หนูยีเลยไปยืนดูพี่นัทถ่ายรูป กะฟังเขาเป่าแซกโซโฟน แหม..เพราะดีจังเลยน้า... ชอบ ๆ

    ถึงจะแวะๆดูๆ แต่ก็มาถึงร้านขายอุปกรณ์เทียนจนได้ พี่นัทซื้อๆ พอได้ครบก็เดินกันได้เรื่อยๆแล้วค่ะ...

    แต่เป็นที่รู้กันว่า จัตุจักรมันร้อนขนาดไหน หนูยีผ่านร้านสตอเบอร์รี่ปั่นเลยแวะซื้อก่อน


    อุ้ย ไม่อยากบอก...เจอฝรั่งผิวขาว จมูกโด่งได้รูป ตัวสูง เดินมาเหมือนกัน...

    กรี๊ดดดดดดดดด สเป็กค่ะ สเป็ก หนูยีได้แต่กรีดร้องในใจอะ ออกนอกหน้าไมได้
    เพราะหนูยีเป็นกุลสตรีค่ะ เดี๋ยวภาพลักษณ์หญิงไทยใจงามหดหายหมด...

    ได้แต่แอบเหล่มอง อุ้ย ไม่อยากบอก ตานี่ยิ้มให้หนูยีด้วยนะคะ น่าร๊ากกกกก

    เสียดายที่เหล่ได้แป๊บเดียว เพราะแม่ค้าปั่นน้ำให้หนูยีเสร็จพอดี ... เลยต้องเดินต่อ ...

    พวกเราแวะกลับมาที่โซนหนังสือต่ออีกครั้ง กลับมาคราวนี้ไม่ลืมเหล่แผงหนังสือที่วางหนังสือพี่นัทด้วย ..แหม..ไม่อยากบอกเลยคะ พี่นัทสะกิดหนูยียิกๆ บอกว่า ..
    “ยีๆ หนังสือพี่หมดแล้วอะ” พูดไปงี้ หน้าบานสุดๆ แต่เพื่อความแน่ใจหนูยีเลยเดินไปดูแล้วถามเขาว่า..

    หนังสือเรื่องทะเลฝันหมดแล้วหรอคะ... พี่คนขายบอกว่า “หมดแล้วน้อง มา 100 ชุดหมดเกลี้ยงเลย”

    พี่นัทยืนข้างๆ ตอนนี้แก้มตุ่ยปากฉีกไปถึงหูแล้วค่ะ... หนูยีก็ดีใจเหมือนกัน
    หนังสือพี่นัทได้ออกมาเป็นเล่ม

    ความฝันของนักเขียนทุกคนก็อยากมีหนังสือเป็นของตัวเองทั้งนั้นละ ในเมื่อมันเป็นจริงก็ต้องดีใจเป็นธรรมดา


    หนูยีเห็นพี่นัทมีความสุข หนูยีก็รู้สึกมีความสุข
    ความสุขนี่ก็ส่งผ่านให้กันได้ง่ายๆแบบนี้เลยเนอะ..

    หนูยีภูมิใจพี่นัทเหลือเกินค่ะ พี่นัทเป็นนักเขียนมีหนังสือเป็นของตัวเอง ทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริงได้
    แต่ถึงพี่นัทจะไม่ได้ออกหนังสือ เป็นที่รู้จักของคนเพิ่มขึ้น หนูยีก็ยังภูมิใจในตัวพี่นัท พี่สาวที่น่ารักคนนี้อยู่ดี

    สุดท้ายรู้สึกเสมอ... ขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้หนูยีได้พบและรู้จักพี่นัท พี่สาวที่แสนดีและน่าภูมิใจคนนี้...

    ปล.ไม่ใช่แค่พี่นัทนะคะ คนอื่นๆในบ้านมิตรภาพทุกคนด้วย หนูยีดีใจและภูมิใจที่ได้รู้จักทุกคนค่ะ

    03 juni

    แกะกล่องดำ2

    (ต่อจากแกะกล่องดำ1นะคะ)

     

    A            : เวงบอกมันตอบสิมันรู้

                Ploy     : มันฮู้เเน่ๆ

    A         : เค้นให้มันพูด

     A         : 555555555555

    A         : ฉิบหาย

     

    Ploy     : มันมาเเล่ว หลบด่วน

    A         : ตัวใครตัวมัน

     

     

    [10:05:43 AM] ปิง

                   has been added to the conversation.

    A            : หนีโว้ยยยยยยยยย

    [10:05:46 AM] A has left the

                  conversation.

     

    ตรงนี้ปฏิกิริยาของสาวเอผู้เมื่อเห็นสัญญาณออนของพีปิงเข้ามาค่ะ ชิ่งหนีแบบทันทีเลยอะ ทิ้งเพื่อนนะคะแบบนี้

     

    Yee        : ยียังไม่ได้คำตอบ

    Ping      : เฮ้ยยย

    Ping      : หยุดดด

    Ping      : ห้ามหนี

    Ploy     : ข้าเจ้าบ่ฮู้น้า ไปล่ะ

    yee         : เดี๋ยว  ไอ้เฒ่ามะเขือเผาคือไรคะ

     

    ...ถึงตอนนั้นก็เกิดเหตุการณ์วุ่นวายกันมากในเอ็มคะ อย่างกับตำรวจมาขณะกำลังเล่นไพ่ไงงั้นเลยคะ วงแตกกระเจิง  หนูยียังไม่ได้คำตอบเล้ยยย

     

    Ping      : ไอ้บ้าาา แกยุให้น้องเขาทำงี้ได้ไง

    ploy      : ใครบ้า ใครยุ  ชั้นเปล่า

    Ping      : ใครล่ะ ยัยยีรายงานมาหมด

    ploy      : เค้าเสนอเเนะ

                Ping      : เสนอแนะ !!!

    Ping      : ใครเขาเสนอเรื่องแบบนี้กัน แล้วตัวต้นคิดหายไปไหน

    Ploy     : ข้าเจ้าบ่ฮู้น้า

    Ploy     : เห็นว่าเชี่ยวชาญ

     

    ตอนนั้นเห็นวุ่นวายมากค่ะ เข้ามาไม่ทันไรพี่ปิงทำเป็นโวยวายใหญ่ ไมเข้าใจเหมือนกัน แค่ถามว่าไอ้เฒ่ามะเขือเผา มันเป็นคำด่าที่แรงยังไง ทำไมถึงต้องเข้ามาโวยวายขนาดนี้ เลยบ่นออกไป

     

     

    yee         : พี่ปิงนั่นละ

    yee         : ทำไมต้องโดน

    Ping      : ยัยยี

    Yee      : นี่ ไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่เลย

    yee         : ทำเป็นโวยวายไปได้

    yee         :แค่ถามว่า ไอ้เฒ่ามะเขือเผา แปลว่าอะไร

                yee       : โถ

    Ping      : อยากรู้ใช่ไหม

     

     

    แล้วก็ได้เรื่องอะ  เฮียแกเปิดห้องใหม่คุยกะหนูยี ตอนนั้นสงสัยว่าทำไมต้องเปิดห้องใหม่คุยด้วย คุยห้องรวมไม่ได้หรือไง ... แล้วอาเฮียแกก็บอกคำแปลออกมา  ระหว่างมะเขือ กะมะเขือเผา ต่างกันยังไง... แปลว่าอะไร....

            อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกก

     

    น่าอายอะ หนูยีบ้ามาก ถามคำแบบนี้กะผู้ชายได้ไง  อ๊ากกกก  หนูยีโดนหลอกกกกกกกกกกกก

     

     

     

     

     Yee      : ทุกคนหลอกยี

    Ploy     : พี่มะได้หลอกน้า

                ploy      : ก้อจิงมะล่ะ ปิงเค้าน่าจะรู้ดีกว่าใครไง

                Ping      : นี่

                Ping      : ฉันรู้แต่ทำไมต้องให้น้องเขามาถามเล่า แต่ละเรื่อง ดีๆกันจริง

    ploy      : ก้อฉันไม่มีนี่

    ploy      : ให้ความรู้ผิดๆกะเด้กมะดีหรอกนะ

                Ping      : พลอยไม่รู้คำตอบเรอะ

    ploy      : รู้เเต่ไม่รู้ลึกนี่ ให้น้องถามปิงดีกว่าชัดชัวร์

    ploy      : พี่มะได้หลอกนะยี

    Ping      : ...ขอบใจดีไหมเนี่ย...

    ploy      : ขอบใจสิคะ

     

     

    และมีอีกหลายข้อความต่อจากนี้คะ แต่หนูยีตัดต่อมาให้อ่านกันแค่นี้...นี่ไงคะ...เรื่องจากกล่องดำ...

    ดูสิคะ  ดูสิ  เพื่อนกันยังทำกับหนูยีได้ขนาดนี้  

    เรื่องน่าอายแบบนี้มันเกิดขึ้นเพราะหนูยีไม่คิดว่าเพื่อนจะแกล้งหรือเพราะหนูยีโง่ให้โดนแกล้งเองอะนี่...ฮืออออออ  

     

    ปล. เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ... ต่อไปอย่าถามคำศัพท์แปลกๆกะผู้ชายไม่ว่าหน้าไหนทั้งนั้น ฮึ!!

    แกะกล่องดำ 1

    คุณๆคงเคยดูข่าวพวกเครื่องบินหรือตกรถไฟฟ้าใต้ดินชนกัน เวลาเขาหาสาเหตุเขาก็จะมีการแกะกล่องดำกันใช่ไหมคะ  นอกจากใช้หาสาเหตุแล้วพวกกล่องดำนี่ถือว่าเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญเวลาใช้หาคนผิดด้วยนะ

     

    แล้วคุณรู้ไหมคะว่า นอกจากพวกเครื่องบินกะรถไฟเขามีกล่องดำกันแล้ว ใครที่ไหนใช้กล่องดำกันอีก... ฮิฮิ ไม่ต้องทายกันหรอกค่ะ  หนูยีเฉลยเลย เพราะหนูยีอยากบอก  คนที่มีกล่องดำตอนนี้ก็คือหนูยีเองค่ะ

     

    อยากรู้ไหมคะว่าหนูยีจะแกะกล่องดำทำไม...

    สาเหตุมันเป็นเพราะหนูยีถูกหลอกคะ  ถูกหลอกโดยเพื่อน2คน เพื่อนที่หนูยีไม่คิดว่าจะหลอกหนูยี แต่ก็หลอกหนูยีจนได้ หนูยีจะแกะกล่องดำ ถอดความเล่าให้ฟัง

    เรื่องมันมีอยู่ว่า....

     

    หนูยีกำลังคุยกับเพื่อนอีก 2 คนค่ะ คุยกันไปคุยกันมาเพื่อนของหนูยีนี้ชื่อพลอย(นามสมมตินะคะ) มีปัญหากับแฟนที่รู้สึกว่าเป็นคนเชียงใหม่ เลยถามกับเพื่อนหนูยีอีกคนชื่อเอ(นามสมมติอีกเหมือนกัน) ขอคำด่าภาษาเหนือ จะเอาไว้ใช้ด่าแฟนที่กำลังมีปัญหากันอยู่  

    ต่อไปเป็นกล่องดำที่หนูยีถอดความออกมาได้ค่ะ

     

     

     

                Ploy     : เอาเเบบด่าน้ำตาเล็ด เตรียมไว้เผื่อเลิก

                A            : เอาภาษากลางมา เดี้ยนแปลให้

                Ploy     : ไอ้เเก่เอ๊ย

                 yee     : 555

    A         : ไอ่เฒ่า

     

    ploy      : เฮ้ยคำนั้นเลยเรอะ  เปลี่ยนๆ

    ploy      : ไอ่เเก่ขี้งก

    yee       : 55555555555

    A            : ไอ้เฒ่าขี้จิ๊

    Ploy     : ไอ้แก่มะเขือเผา (น่าจะเเรง)

    A         : 555555555555555555555

    A         : อันนี้ไม่รุ้ว่ะ

    Ploy     : เวน

    A         : เซ็นเซอร์ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

    Ploy     : คำนั้นนี่เด็ดเลยนะ

    A         : ไม่รุ้ๆๆๆ

    ploy      : เปลี่ยนๆ

    yee       : คำด่าว่ามะเขือเผา แรงหรอ

    ploy      : มากเลยยี สำหรับผู้ชาย  อยากรู้ถามปิงนะ

     

    A            : 5555555555555555555555555555555555555555

    Yee        : นี่ๆ

    yee         : ใช้ด่าผู้หญิงไม่ได้หรอ ต้องผู้ชายหรอ

    A         : 555555555555555555

    Ploy     : เเตงกวา เเตงร้านฟักเเฟงหรือกล้วยก้อได้อ่ะ

    Ploy     : ถามปิงนะถามปิง 

    A            : ฮ่า ๆๆๆ ยัยพลอยโบ้ยแล้วๆไง ระวัง ปิงมันจะตามเฉ่งถึงบ้านนะ

    Ploy     : กลัวเหรอ

    Ploy     : มาดิ

    ploy      : ไปถามปิงนะ เค้ารู้ดี

     

    ploy      : ฮีโนวเอเวอรรี่ติง

    A         : เยส อ้ากส์ฮิม

    Ploy     : ชัวๆ

    A         : ไร้นาววววว

    A            : โทรเลยๆๆๆๆๆ

    Ploy     : เยสพรีสดู

    A         : โทรเลยๆๆๆๆ

    yee         : โทรอะไร

    Ploy     : ถามด้วยนะว่ามะเขือเผาเเปลว่าไร

    Ploy     : ปิงมันรู้ดีขนาด

    Yee      : ทำไมยีต้องโทรตอนนี้ด้วยอะ ไว้ถามพรุ่งนี้ดิ หรือตอนออนก็ได้

                 A         : ยี โทรถามสิ โทรเลยๆๆๆ

                                     อยากรู้ปฏิกริยามันอ่ะ

                yee         : ทำไมต้องถามพี่ปิง

    A            : ฮี โนว เอเวอรี่ ติง

    Yee        : ถามคนอื่นไม่ได้หรอ

    Ploy     : เยส

    yee         : แล้วทำไมพวกพี่พลอย กะเอไม่บอกหนูยีเองละ

    Ploy     : ปิงเค้าเอกซ์เพิด

    A            : อยากรู้ มันจะว่าไงอ่ะ

                A         : เอาน่าๆๆ นาทีเดียวๆๆๆ

    Ploy     : หุหุหุหุหุ

                A         : น่า ยี เพื่อเพื่อนและพี่พลอย

     

    เป็นเพราะประโยคนี้ประโยคเดียวค่ะ  หนูยีเลยหยิบโทรศัพท์โทรเลยอะ... สงสัยว่าตัวเองนี่ทำไมโง่จัง

     

    A            : นาทีเดียว

                yee         : ก็ได้

    ploy      : ปิงรู้มันจะมาเผาบ้านตูป่ะเนี่ย

    A         : โทรเล้ยๆๆๆๆ

    A         : (กองเชียร์)....

    A         : ยัยพลอยตายแน่!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! ว้ากฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

    Ploy     : ชั้นตายเเกก็ซวย

    Ploy     : 5555

    A         : หนูยี ถ้ามันถามว่ารู้มาจากไหน  ให้บอกว่าพลอยบอกนะ

    A         : 555555555555555

    Ploy     : บอกว่าเอยุด้วยเน่อ

                    Yee      : ติดแล้ว

    Yee        :เออ ถามว่าไร

     

    ploy      : ไอ่เฒ่ามะเขือเผาเเปลว่าจะได

    A         : ถามเลย

                Ploy     : เอมันคนคิดน่ะ

    Yee      : ใครถาม

    Ploy     : เอเค้าอยากรู้ 5555

    Yee        : ถามแล้ว

    ploy      : พี่เค้าว่าจะได๋

     yee        : เขาหัวเราะ

    yee         : ไม่เห็นตอบเลย

     

    พอถึงตรงนี้ พี่ปิง(นามสมมตินะคะ) ไม่ยอมตอบที่หนูยีถาม แต่กลับตั้งคำถามว่าใครบอกหนูยีแบบนี้ หนูยีก็เลยบอกไปว่า ตอนนี้พวกในเอ็มคุยกันอยู่ พอหนูยีสงสัยว่าไอ้เฒ่ามะเขือเผา ทำไมเป็นคำด่าที่รุนแรง(ทั้งๆที่ไม่เห็นนะรุนแรงตรงไหน) พวกในเอ็มบอกให้โทรมาถามพี่ปิง  เท่านั้นละคะ พี่เขาบอกว่า หนูยีเดี๋ยวพี่เข้าเอ็ม แป๊บเดียว หนูยีลากด้วยนะ   แล้วก็ออนเลย

     

    02 juni

    ขอเพิ่มอีกฟองไม่ได้หรอคะ

    ทุกเช้าหนูยีมีกิจวัตรที่ต้องทำก็คือ ลุกมาช่วยหม่าม้าเปิดบ้านเรียงรองเท้า เตรียมสำหรับขายของ

    ตั้งแต่ 6.30 น.

    กว่าจะจัดร้านเสร็จก็ 7 โมงพอดีได้กินข้าว  เกือบทุกมื้ออาหารหลักคือข้าวเหนียวหมูปิ้งแสนอร่อย

    อร่อยจริงๆนะ เจ้านี้เขาหมักหมูอร่อย หนูยีกินมาหมดแล้ว ร้านหมูปิ้งแถวบ้าน เจ้านี้อร่อยสุด

     

    แต่สำหรับมื้อเช้าวันนี้ หม่าม้าจู่ก็ใจดี ถามว่า

    "หนูยีจะกินไข่ดาวกับไส้กรอกหรือเปล่า"

    "กินค่ะ"  คิดในใจว่า ถ้าหม่าม้าบอกว่า ต้องไปซื้อที่ตลาดหนูยีจะกลับคำทันทีว่าไม่กิน

    "งั้นเดี่ยวให้เอี้ยงไปซื้อไส้กรอกที่ตลาด" 

    ฮี่ฮี่ เสร็จหนูยี หนูยีรีบหนีขึ้นไปอาบน้ำก่อนที่หม่าม้าจะเปลี่ยนใจใช้หนูยีไปตลาดแทน

    พออาบน้ำเสร็จ  ไข่ดาวกับไส้กรอกก็วางที่โต๊ะเรียบร้อยแล้ว โอ้โห มื้อเช้าวันนี้หรู้ หรู  ฮิฮิ

    หนูยีนั่งกินไป หม่าม้าก็นั่งดูทีวีไป  อร่อยมากเลยค่ะแต่ว่า..

    "หม่าม้า หนูยีอยากกินไข่ดาวอีกฟอง ไปทำได้มะ"

    "อุ้ย ฟองเดียวพอแล้วกินอะไรเยอะแยะ"

    "แต่ยีอยากกินอีกฟองนี่หน่า"

    "ไม่ได้ กินวันละฟองแทน กินมากๆไม่ดีเดี๋ยวก็อ้วนเพิ่มขึ้นอีกหรอก"

    ".... แต่หนูไม่อิ่มนี่หม่าม้า"

    "ไม่อิ่มก็ไปกินนม  แล้วดื่มน้ำเดี๋ยวมันก็พองเต็มท้อง ก็อิ่มแล้วลูก"

    ".............."

    ทำอะไรไม่ได้ค่ะ เลยได้แต่ตั้งหน้าตั้งตากินต่อไป...

    หนูยีกินไข่ดาว 1ฟอง ไส้กรอก2ชิ้น แล้วก็นม 1 กล่อง....

    หนูยีสงสัยอะหม่าม้า.... หนูยีมั่นใจว่าไม่ได้กินขนมปัง หรือมาม่า...

    แล้วอะไรที่มันจะไปพองในท้องหนูยีอ่ะ!?!

    - -''

     

    29 mei

    เปิดบ้าน

    สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเข้าสู่บ้านใหม่ของหนูยีอีกที่นะคะ

    นี่เป็นการทดลองเปิดบ้านดูคะ

    ยังไม่มีอะไรทั้งนั้น แต่ก็...เอาน่า....

     

     
    *